
นักท่องเที่ยวยุคใหม่ อยากเป็น ‘คนอื่น’ สักพัก Travel Trends 2569 ชี้ คนอยากทดลองใช้ชีวิตแบบใหม่
ถ้าเมื่อสิบปีก่อนมีใครบอกว่า
นักท่องเที่ยวจะยอมจ่ายเงิน
เพื่อไป “ใช้ชีวิตลำบากกว่าปกติ”
หลายคนคงหัวเราะแล้วเดินผ่าน
แต่ในโลกปี 2569
สิ่งนั้นกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับหลักของการท่องเที่ยว
ข้อมูลจากเวที Travel Trends ของ Booking.com ระบุว่า
กว่า 81% ของนักเดินทาง พร้อมเปิดใจเข้าร่วมกิจกรรม “สวมบทบาท”
ไม่ว่าจะเป็นบทจากซีรีส์ นิยาย ภาพยนตร์
หรือบทบาทของใครบางคนที่เขาไม่เคยมีโอกาสเป็นในชีวิตจริง
นี่ไม่ใช่เรื่องของแฟนตาซี
แต่เป็นเรื่องของ “อัตลักษณ์”
เพราะในชีวิตจริง คนจำนวนมากถูกบังคับให้เป็นตัวเองแบบเดียวซ้ำ ๆ
เป็นลูกที่ดี
เป็นพนักงานที่เก่ง
เป็นคนเข้มแข็ง
เป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบ
การเดินทางจึงกลายเป็นพื้นที่เดียว
ที่คนสามารถถอดบทบาทเหล่านั้นออกได้ชั่วคราว
โดยไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง
Romantasy Retreats ไม่ได้หมายถึงปราสาทหรือชุดแฟนซี
แต่มันคือการได้ “ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง”
แม้จะเพียงหนึ่งวัน
หนึ่งคืน
หรือหนึ่งมื้ออาหาร
ประเทศไทยเข้าใจเทรนด์นี้ดี
แม้จะไม่เรียกมันด้วยชื่อภาษาอังกฤษ
เราผ่านบทเรียนนี้มาแล้ว
จากกระแส “ออเจ้า”
ที่คนแต่งชุดไทย เดินวัด กินสำรับโบราณ
และยอมเสียเวลา ยอมลำบาก
เพื่อรู้สึกว่าได้เข้าไปอยู่ในอีกยุคหนึ่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ
คนไม่ได้อินเพราะชุด
แต่เพราะ “เรื่องราว”
เขาอยากรู้สึกว่า
ตัวเองไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยว
แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกนั้น
บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการไทย
เพราะมันบอกเราว่า
ไม่จำเป็นต้องสร้างธีมพาร์ค
ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล
และไม่จำเป็นต้องดิสนีย์ฟายทุกอย่าง
สิ่งที่ต้องมีคือ “Story ที่เปิดให้คนเข้าไปอยู่ได้”
โฮมสเตย์ที่ไม่ได้แค่ให้พัก
แต่ชวนตื่นเช้าไปสวน
ออกเรือหาปลา
หรือช่วยเตรียมอาหารเย็น
ร้านอาหารที่ไม่ได้แค่เสิร์ฟ
แต่เล่าให้ฟังว่า
เมนูนี้เป็นสูตรของใคร
เกิดขึ้นในบริบทแบบไหน
และเคยถูกกินในโอกาสใด
คาเฟ่ที่ไม่ได้ขายกาแฟอย่างเดียว
แต่ขายบรรยากาศของ “การใช้ชีวิตแบบช้า ๆ”
ที่คนเมืองไม่มีโอกาสสัมผัส
ทั้งหมดนี้คือ Romantasy
โดยไม่ต้องมีดาบ
ไม่ต้องมีเวทมนตร์
และไม่ต้องหนีโลกจริงไปไหนไกล
หัวใจของเทรนด์นี้
ไม่ใช่การสร้างโลกใหม่
แต่คือการ “อนุญาตให้ลูกค้าเป็นคนอื่น”
และคนอื่นในที่นี้
อาจเป็นชาวสวน
ชาวประมง
แม่ครัว
คนท้องถิ่น
หรือแค่คนธรรมดาที่ไม่ต้องรีบ
สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องระวัง
คือการทำให้ประสบการณ์เหล่านี้
กลายเป็น “โชว์”
ทันทีที่บทบาทถูกทำให้ดู
แทนที่จะให้ลูกค้าได้ “อยู่”
Romantasy จะกลายเป็นของปลอม
และความรู้สึกจะหายไปทันที
คนยุคนี้แยกออกว่า
อะไรคือประสบการณ์จริง
อะไรคือการจัดฉาก
เขาอาจไม่รู้ศัพท์
แต่เขารู้สึกได้
เพราะฉะนั้น คำถามที่ผู้ประกอบการควรถาม
ไม่ใช่ “จะเพิ่มกิจกรรมอะไรดี”
แต่คือ
“บทบาทแบบไหน ที่พื้นที่ของเรามีอยู่จริง”
ถ้าคุณอยู่ใกล้ชุมชน
บทบาทนั้นอาจเป็นวิถีชีวิต
ถ้าคุณอยู่กลางธรรมชาติ
บทบาทนั้นอาจเป็นความเงียบ
ถ้าคุณอยู่ในเมืองเก่า
บทบาทนั้นอาจเป็นความทรงจำ
Romantasy ที่ดี
ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า
“ฉันกำลังแสดง”
แต่ทำให้เขารู้สึกว่า
“ฉันได้กลับมาใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยมีเวลาให้”
และนี่คือเหตุผลว่าทำไม
การเดินทางแบบสวมบทบาท
จึงไม่ใช่เทรนด์ผิวเผิน
แต่เป็นสัญญาณบางอย่างของโลกยุคนี้
โลกที่คนเหนื่อยกับการเป็นตัวเองแบบเดิม
โลกที่คนอยากลองมีชีวิตอื่น
โดยไม่ต้องลาออก
ไม่ต้องย้ายเมือง
และไม่ต้องอธิบายเหตุผลให้ใครฟัง
การท่องเที่ยวจึงกลายเป็นพื้นที่ทดลองชีวิต
ในขนาดที่ปลอดภัย
และชั่วคราว
สำหรับประเทศไทย
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่เป็นเรื่องที่เรามีอยู่แล้ว
เพียงแต่ยังไม่เคยเรียกชื่อมันอย่างจริงจัง
ถ้าเราเข้าใจ Romantasy Retreats อย่างลึกซึ้ง
เราจะเห็นว่า
สิ่งที่เราขาย ไม่ใช่กิจกรรม
ไม่ใช่แพ็กเกจ
และไม่ใช่โลเคชัน
แต่คือ “ช่วงเวลาที่คนได้เป็นใครก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย”
และในโลกที่ทุกคนต้องรับผิดชอบตลอดเวลา
ช่วงเวลาแบบนั้น
มีค่ามากกว่าที่เราคิด
นักวิชาการอิสระ
ดร.ณิชาภา อภิญญานนท์
#ณิชาภาอภิญญานนท์#AmazingThailand#TravelTrends2026#RomantasyTravel#RoleplayTravel#เที่ยววิถีชุมชน#TravelExperience#AuthenticTravel#SlowTravel#เที่ยวเพื่อพักใจ#TourismTrend#Bookingcom#CommunityTourism#LocalExperience#เที่ยวไทย#TourismBusiness#TheNewsroom
