
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถึงแผนยกระดับระบบขนส่งสาธารณะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าวันที่ 1 มกราคม 2570 กำหนดค่าแรกเข้า 17 บาท และเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว แม้เปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสายก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำ
กระทรวงคมนาคมเตรียมให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริหารระบบส่วนกลาง พร้อมนำระบบชำระเงิน EMV มาใช้รองรับบัตรชำระเงินที่ได้มาตรฐานสากล โดยมีธนาคารกรุงไทยดูแลระบบคำนวณและจัดสรรค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการ ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งหารือการเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งใช้บัตร Rabbit ให้เข้าสู่ระบบเดียวกันทันตามเป้าหมาย
นายพิพัฒน์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ซึ่งบางรายมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 100 บาทต่อวัน พร้อมจูงใจให้หันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดปัญหาจราจรและมลพิษในระยะยาว
ด้านรถโดยสาร ขสมก. เตรียมรับรถเมล์ไฟฟ้า EV จำนวน 2,320 คันภายในปี 2570 แบ่งเป็น 1,520 คันช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และอีก 800 คันช่วงปลายเดือนธันวาคม โดยรถใหม่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ พร้อมสิทธิลดค่าโดยสาร 50% สำหรับผู้สูงอายุ นักเรียน และนักศึกษา ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีโดยสารฟรี
นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ให้ทำหน้าที่ Feeder เชื่อมชุมชนกับสถานีรถไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาท่าเรือ Smart Pier ตั้งเป้าแล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 รวมถึงเตรียมเชื่อมเรือคลองแสนแสบเข้าสู่ระบบตั๋วร่วม เพื่อให้การเดินทางทางน้ำ รถเมล์ และรถไฟฟ้าใช้ระบบชำระเงินร่วมกันได้
สำหรับแผนระยะยาว กระทรวงคมนาคมเตรียมแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน พร้อมผลักดันระบบรางเป็นแกนหลักขนส่งสินค้า โดยใช้รถบรรทุกเชื่อมต่อระยะสั้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
นายพิพัฒน์ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาระบบคมนาคมแบบไร้รอยต่อ เชื่อมการเดินทางจากบ้านสู่รถเมล์ รถไฟฟ้า และเรือในระบบเดียวกัน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
#พิพัฒน์รัชกิจประการ #กระทรวงคมนาคม #รถไฟฟ้า45บาท #ตั๋วร่วม #รถเมล์EV #ขสมก #น้ำล้อราง #ลดค่าครองชีพ #ขนส่งสาธารณะ #TheNewsroom
