
ดิฉันอยากชวนประชาชนพักสายตาจากหน้าจอ Thai PBS แล้วหันมามองหลังจอกันบ้างค่ะ โดยเฉพาะบัญชีรายรับรายจ่ายขององค์กรที่มีหน้าที่ตั้งคำถามกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะ
เพราะองค์กรที่เก่งตรวจสอบการใช้เงินของคนอื่น ก็ควรอธิบายการใช้เงินของตัวเองให้ละเอียดพอกันค่ะ
เวลาพูดถึงรายได้ของ Thai PBS เรามักได้ยินตัวเลข “ปีละ 2,000 ล้านบาท” จนหลายคนเข้าใจว่าองค์กรมีเงินอยู่เท่านั้น แต่เมื่อเปิดแผนบริหารกิจการปี 2568 ของ Thai PBS เอง จะพบว่าเงินสองพันล้านเป็นเพียงก้อนหลัก ยังมีรายได้อีกหลายช่องทาง
ในแผนดังกล่าว Thai PBS ตั้งรายได้จากเงินบำรุงองค์การไว้ 2,000 ล้านบาท ค่าบริการโครงข่ายโทรทัศน์ 329 ล้านบาท ค่าบริการสิ่งอำนวยความสะดวก 207 ล้านบาท ดอกผลจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ 60 ล้านบาท และรายได้เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ผู้สนับสนุน และทรัพย์สินทางปัญญาอีก 120 ล้านบาท
รวมแผนรายได้ทั้งสิ้น 2,716 ล้านบาท ค่ะ เฉพาะแหล่งรายได้ที่นอกเหนือจากเงินบำรุงก้อนหลัก ตามแผนก็รวมถึง 716 ล้านบาท แล้ว (files.wp.thaipbs.or.th)
ตัวเลขนี้เป็นแผน ส่วนผลดำเนินงานที่ Thai PBS เปิดเผยภายหลัง ระบุว่าปี 2568 มีรายได้รวมจริง 2,695 ล้านบาท หากหารเฉลี่ยตลอดปี เทียบได้ประมาณ 7.38 ล้านบาทต่อวัน เป็นการคำนวณให้เห็นขนาดรายได้ ไม่ใช่เงินสดที่รับเท่ากันทุกวัน (thaipbs.or.th)
เงินระดับนี้ ประชาชนควรได้คำตอบที่ละเอียดกว่าคำว่า “ทำเพื่อสังคม” ค่ะ
ทำอะไร ใช้เท่าไร ใครอนุมัติ และสังคมได้รับผลตอบแทนอย่างไร
ดิฉันไม่ได้คิดว่าสื่อสาธารณะต้องวัดคุณค่าด้วยยอดวิวอย่างเดียว รายการสำหรับเด็ก ผู้พิการ หรือชุมชนเล็ก ๆ อาจมีคุณค่ามาก แต่ยิ่งเป็นภารกิจที่สำคัญ ก็ยิ่งต้องแสดงให้เห็นว่าเงินถูกใช้ไปถึงผู้รับประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
คำว่า “สาธารณะ” ต้องทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ถึงสัญญาและผลงานค่ะ
ประเด็นที่น่าสนใจในข่าว The Thaiger วันที่ 5 ตุลาคม 2569 คือคำถามของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ว่า เมื่อ Thai PBS มีพนักงานและอุปกรณ์ของตัวเองอยู่แล้ว เหตุใดยังจ้างบุคคลและหน่วยงานภายนอกผลิตเนื้อหา มีความซ้ำซ้อนของงาน คน และรายจ่ายหรือไม่ โดยข่าวระบุว่าผู้บริหารรับว่าจะส่งเอกสารชี้แจงต่อวุฒิสภาภายในหนึ่งเดือน
นี่เป็นคำถามที่ต้องติดตามให้ถึงคำตอบค่ะ
การจ้างผู้ผลิตภายนอกอาจเพิ่มความหลากหลายและความเชี่ยวชาญได้ แต่ต้องอธิบายว่าเข้ามาเติมงานส่วนไหน ทีมภายในทำอะไร และอุปกรณ์ที่ลงทุนไว้ถูกใช้เต็มกำลังเพียงใด
จะมีทั้งต้นทุนบุคลากรภายในและค่าจ้างภายนอกได้ แต่ต้องพิสูจน์ความจำเป็นของทั้งสองก้อน
อย่าให้ประชาชนเห็นแต่ใบเสร็จเพิ่มขึ้น แล้วต้องใช้ความศรัทธาเติมช่องว่างเรื่องความคุ้มค่า
อีกประเด็นที่ควรเปิดเอกสาร คือไทยโพสต์รายงานคำวิจารณ์ของนายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบาย Thai PBS ซึ่งระบุว่าองค์กรมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน และกล่าวถึงการจ้างผู้เกษียณกลับมาเป็นโค้ช เดือนละ 100,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ได้รับค่าจ้างเดือนละเกือบ 300,000 บาท ข้อมูลส่วนนี้เป็นคำกล่าวตามรายงานข่าว ยังต้องตรวจสอบกับสัญญาและคำชี้แจงขององค์กร
ถ้าตัวเลขคลาดเคลื่อน ก็เปิดหลักฐานแก้ให้ตรงค่ะ ถ้าตัวเลขถูกต้อง ก็เปิดเหตุผลและผลงานให้ประชาชนประเมิน
จ้างมาทำอะไร คัดเลือกอย่างไร ใช้เกณฑ์ใดกำหนดราคา ใครตรวจรับงาน และองค์กรดีขึ้นตรงไหนหลังจ่ายเงิน
ดิฉันเชื่อว่าคนเก่งสมควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม แต่คำว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” บนหัวสัญญาไม่สามารถทำหน้าที่แทนผลงานได้
ค่าจ้างหลักแสน คำอธิบายก็ต้องหนักแน่นสมราคาค่ะ
ขณะเดียวกัน Thai PBS เปิดเผยเองว่า ต้นทุนผลิตและจัดหารายการปี 2568 ลดลง 10.76% เหลือ 858 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและการดำเนินการปรับขึ้นเล็กน้อย โดยองค์กรระบุว่ายังรักษาคุณภาพเนื้อหาไว้
จึงควรเปิดให้เห็นว่าลดต้นทุนรายการด้วยวิธีใด ผลผลิตเปลี่ยนไปอย่างไร และคุณภาพที่บอกว่ารักษาไว้นั้นวัดจากอะไร
ประหยัดได้จริงควรได้รับคำชม แต่การประกาศว่าประหยัดได้ต้องมีรายละเอียดให้ตรวจสอบด้วย โดยเฉพาะเมื่อรายจ่ายอีกด้านเพิ่มขึ้น
ส่วนฐานะการเงิน ณ สิ้นปี 2568 Thai PBS รายงานสินทรัพย์รวม 6,994 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 4,365 ล้านบาท สินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงเงินสดทั้งหมด และสองตัวเลขนี้นำมาบวกซ้ำกันไม่ได้
แต่ทรัพยากรขนาดนี้ควรมีคำตอบว่าใช้ประโยชน์เต็มที่เพียงใด อาคาร อุปกรณ์ และระบบต่าง ๆ ให้ผลตามที่เสนอไว้ตอนอนุมัติหรือไม่ มีอะไรใช้งานต่ำกว่าเป้าหมาย และมีโครงการใดต้องลงทุนเพิ่มเพราะของเดิมยังตอบโจทย์ไม่ได้
วันขอซื้ออธิบายความจำเป็นได้ วันใช้เงินจริงก็ต้องอธิบายผลลัพธ์ได้ค่ะ
สิ่งที่ดิฉันอยากเห็นคือการเปิดรายได้ทุกทาง พร้อมต้นทุนทุกก้อน ตั้งแต่ค่าตอบแทนผู้บริหาร สัญญาที่ปรึกษา ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ ต้นทุนรายรายการ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายของแต่ละแพลตฟอร์ม แล้วเชื่อมกับผลงานให้ประชาชนตามได้จริง
ข้อสงสัยเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าทุจริต แต่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเรียกร้องคำตอบอย่างจริงจัง
Thai PBS มีทั้งนักข่าว กล้อง เครื่องมือ และความสามารถในการตั้งคำถาม ดิฉันจึงอยากเห็นองค์กรใช้ความสามารถทั้งหมดนั้น ตรวจสอบบัญชีและการบริหารของตัวเองด้วยความเข้มข้นแบบเดียวกับที่ตรวจสอบคนอื่น
หันกล้องกลับเข้ามาค่ะ เปิดเอกสาร แล้วถามให้ถึงผู้อนุมัติ
เพราะเมื่อเรียกตัวเองว่า “สื่อของทุกคน” ทุกคนก็มีสิทธิรู้ว่า เงินปีละหลายพันล้านที่เข้ามา ถูกใช้เพื่อใคร และคุ้มค่าขนาดไหนค่ะ
ดร.ธารินี วรินทรากุล
นักวิชาการอิสระ
#ThaiPBS #ไทยพีบีเอส #สื่อสาธารณะ #งบประมาณ #ความโปร่งใส #ตรวจสอบเงินสาธารณะ #TheNewsroom
