“3 กลยุทธ์ใหม่ของ ททท. จากเวทีอีเวนต์ สู่เวทีเศรษฐกิจโลก”

“3 กลยุทธ์ใหม่ของ ททท. จากเวทีอีเวนต์ สู่เวทีเศรษฐกิจโลก”

เมื่อฟังคำให้สัมภาษณ์ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อาจไม่มีคำใดเด่นเท่า “ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก”

คำที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยนัยสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งไม่ได้มอง “การจัดงาน” ในเชิงกิจกรรม

หากแต่มองว่า “อีเวนต์คือเศรษฐกิจ” ที่สามารถขับเคลื่อนทั้งรายได้ ความรู้ และอัตลักษณ์ของชาติได้ในคราวเดียว

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ททท. ได้วางรากฐานทางความคิดอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการยกระดับ “สงกรานต์” ให้กลายเป็นเทศกาลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

ไม่ใช่แค่เพราะมีคนสาดน้ำ แต่เพราะประเทศไทยสามารถสื่อสารคุณค่าของ “ความสุขร่วมกัน” จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน ททท. ยังเดินหน้าแปลง Local Event ในจังหวัดต่าง ๆ ให้กลายเป็น Signature Event ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เช่น แห่เทียนพรรษาอุบลฯ ไหลเรือไฟนครพนม หรือแห่ดาวคริสต์มาสสกลนคร

ทั้งหมดนี้คือการ “ปลุกเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ให้ชุมชนเป็นเจ้าของเรื่องราวของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้กรุงเทพฯ สั่ง

และในปีงบประมาณ 2569 ทิศทางของ ททท. จะก้าวไปอีกขั้น ด้วยการดึงอีเวนต์ระดับโลกที่มีฐานผู้ชมและแฟนคลับนานาชาติ เข้ามาจัดในประเทศไทย

ไม่ใช่เพื่อความหวือหวา แต่เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงการ Tomorrowland Academy ซึ่งจะสร้างคน สร้างงาน และสร้างองค์ความรู้การจัดอีเวนต์ระดับโลกในประเทศ โดยประมาณว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะสูงกว่า 21,000 ล้านบาทใน 5 ปี พร้อมสร้างการจ้างงานกว่า 40,000 ตำแหน่ง

แน่นอนว่า ในยุคที่ข่าวสารไหลเร็ว ความเข้าใจบางส่วนอาจติดอยู่ที่ภาพจำว่า “การจัดงานคือการใช้เงิน”

แต่ความจริงแล้ว นี่คือการ “ลงทุนในระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” ที่ต่อยอดจากแนวคิด “Value over Volume” มาสู่ “Value through Experience” ซึ่งคือใช้ประสบการณ์ระดับโลกสร้างคุณค่าในท้องถิ่น

เพราะทุกอีเวนต์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้จบลงที่เวที ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาพข่าว แต่ขยายเป็นรายได้ในหมู่บ้าน ร้านค้า โรงแรม และผู้ผลิตสินค้าท้องถิ่นที่ได้ขายของให้ผู้ชมจากทั่วโลก เป็นการหมุนวงจรเศรษฐกิจจริงในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์บนจอ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ททท. ไม่ได้เดินเกมนี้เพียงลำพัง

แต่ใช้หลักคิดที่เหนือชั้นกว่า PPP ที่เรารู้จักกันดีไปสู่ แนวคิด “Public–Private–People Partnership” ซึ่งเชื่อมโยงเอกชน ชุมชน และภาครัฐเข้าด้วยกัน เพื่อให้การจัดอีเวนต์หนึ่งงาน สร้างประโยชน์ได้หลายชั้น ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การศึกษา และภาพลักษณ์ประเทศ

เมื่อมองในภาพรวม “3 กลยุทธ์สำคัญ” ที่ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึง คือการวางรากของประเทศไทยบนเวทีโลกด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของยุคใหม่

ยุคที่การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่คือ “การมีส่วนร่วมในประสบการณ์” ที่มีคุณค่า ทั้งต่อผู้มาเยือนและเจ้าบ้าน

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของ “การทุ่มงบเพื่อจัดงาน” แต่คือ “การลงทุนเพื่อวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ที่ให้คนไทยมีรายได้จากสิ่งที่ตัวเองรัก มีอาชีพจากสิ่งที่บ้านตัวเองมี และมีศักดิ์ศรีจากสิ่งที่ประเทศตัวเองเป็น

สุดท้ายแล้ว โลกอาจจดจำเราจากภาพงาน Tomorrowland หรือเทศกาลสงกรานต์ที่กลายเป็น World Festival

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เรากำลังสร้างคือ Tomorrow Thailand ประเทศที่รู้จักใช้ศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแบบที่ไม่ต้องอธิบายด้วยงบประมาณ

#ททท #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #AmazingThailand