
ประเด็นเกี่ยวกับ Lollipop Racing ที่กำลังถูกพูดถึง มีเรื่องหนึ่งที่สังคมควรแยกออกจากกันให้ชัด
นั่นคือระหว่าง “การสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกให้กับการถ่ายทำ” กับ “การรับรองพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกองถ่าย”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลเกี่ยวกับ Lollipop Racing มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของหน่วยงานรัฐจากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแส
แต่ก่อนจะโยงความรับผิดชอบไปถึงหน่วยงานใด สิ่งแรกที่ต้องตอบให้ได้คือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำหรือกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตจริงหรือไม่?
นี่ต่างหากคือเส้นแบ่งสำคัญ
Film Tourism เป็นนโยบายจริง และไทยต้องการกองถ่ายต่างประเทศ
ต้องเข้าใจก่อนว่า การส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ระดับโลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้มีเฉพาะโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง
ททท. มีนโยบายด้าน Film Tourism อย่างชัดเจน ภายใต้แนวทาง “Amazing Location Thailand” ซึ่งพยายามเปลี่ยนภาพที่ปรากฏบนจอให้กลายเป็นความสนใจในการเดินทางจริง
แนวคิดนี้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจตรงไปตรงมา
กองถ่ายต่างประเทศเข้ามา ไม่ได้มีเพียงนักแสดงหรือผู้กำกับ แต่มีการใช้โรงแรม รถขนส่ง ทีมงานท้องถิ่น ร้านอาหาร อุปกรณ์ สถานที่ และบริการจำนวนมาก ขณะเดียวกัน หากภาพยนตร์หรือซีรีส์ประสบความสำเร็จ สถานที่ถ่ายทำยังสามารถกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวในระยะยาวได้อีกด้วย
ล่าสุด ททท. ยังนำแนวคิด “Amazing Location Thailand: From Scene to Scenic” ไปนำเสนอในเวที Toronto International Film Festival 2026 โดยเชื่อมอุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้ากับการท่องเที่ยวของไทยอย่างชัดเจน
เพราะฉะนั้น การที่หน่วยงานภาครัฐช่วยประสานสถานที่ ให้ข้อมูล หรือสนับสนุนระบบนิเวศของการถ่ายทำในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วน Lollipop Racing ก็ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาลอย ๆ
ข้อมูลสาธารณะยืนยันว่า Lollipop Racing เป็นโปรเจกต์ความบันเทิงที่ผสมระหว่างซีรีส์ มอเตอร์สปอร์ต และ interactive experience
Episode Zero มีเนื้อหาและการถ่ายทำที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ขณะที่ Porsche ประกาศเข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ และ Episode Zero ใช้ Porsche 911 GT3 R ในลาย Mobil 1
David Ayer และ Marisha Mukerjee มีชื่อเป็น Executive Producers ขณะที่ Steven Ilous ผู้ก่อตั้ง Feature เป็นผู้สร้างสำคัญของโครงการ
ดังนั้น ตัวโปรเจกต์มีอยู่จริง พันธมิตรระดับโลกมีอยู่จริง และการถ่ายทำในประเทศไทยก็มีอยู่จริง
แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ตอบคำถามสำคัญที่สุด
ถ้ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ออกไปทำบางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากแผนการถ่ายทำ ใครต้องรับผิดชอบ?
ต้องแยก “Institutional Responsibility” ออกจาก “Individual Responsibility”
สมมติหน่วยงานหนึ่งสนับสนุนให้ภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย
นั่นหมายความว่า หน่วยงานนั้นสนับสนุน กิจกรรมการถ่ายทำตามขอบเขตที่ประสานหรือได้รับอนุญาต
ไม่ได้หมายความว่า ทุกพฤติกรรมของผู้กำกับ นักแสดง โปรดิวเซอร์ ทีมงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จะกลายเป็นพฤติกรรมที่หน่วยงานรัฐรับรองโดยอัตโนมัติ
หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าโรงแรมสนับสนุนสถานที่ให้กองถ่าย แล้วนักแสดงคนหนึ่งออกไปทำผิดกฎหมายหลังเลิกกอง เราคงไม่กล่าวว่าโรงแรม “สนับสนุน” การกระทำนั้น
หรือหากเมืองหนึ่งอนุญาตให้ภาพยนตร์ใช้ถนนบางเส้นเพื่อถ่ายทำ ก็ไม่ได้หมายความว่าเมืองนั้นอนุญาตให้บุคคลในกองถ่ายนำรถออกไปทำอะไรก็ได้ทั่วเมือง
ความรับผิดชอบต้องพิจารณาตาม การกระทำ ขอบเขตการอนุญาต และตัวผู้กระทำ
ไม่ใช่พิจารณาจากความสัมพันธ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายชั้น
ดังนั้น คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียง “ใครสนับสนุนโปรเจกต์นี้”
แต่ควรถามว่า
เหตุการณ์ที่เป็นประเด็นอยู่ใน Shooting Plan หรือกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตหรือไม่?
สถานที่และเวลาที่เกิดเหตุอยู่ในขอบเขตที่หน่วยงานเกี่ยวข้องรับทราบหรือประสานไว้หรือไม่?
ใครเป็นผู้ตัดสินใจกระทำ?
และหากมีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือสร้างความเดือดร้อน บุคคลใดต้องรับผิดชอบโดยตรง?
ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ได้รับอนุญาตจริง เรื่องนั้นก็สมควรตรวจสอบต่อว่าใครอนุญาต อนุญาตอะไร และมีเงื่อนไขอย่างไร
แต่ถ้าพบว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากแผนงาน ก็ต้องวางความรับผิดชอบไว้ที่ผู้กระทำ
ไม่ใช่ขยายคำว่า “สนับสนุนโปรเจกต์” จนกลายเป็น “สนับสนุนทุกสิ่งที่คนในโปรเจกต์ทำ”
ประเด็นนี้ยิ่งต้องระวังในช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วม
เมื่อประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาการเดินทาง ความเดือดร้อนจากน้ำท่วม และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน พฤติกรรมใดก็ตามที่ถูกมองว่าไม่คำนึงถึงสถานการณ์ ย่อมถูกตั้งคำถามจากสังคมได้มากเป็นพิเศษ
และนั่นเป็นเรื่องที่ผู้กระทำควรอธิบาย
แต่การวิพากษ์วิจารณ์ที่มีน้ำหนัก ควรวิจารณ์ให้ถูกคน ถูกเรื่อง และถูกระดับของความรับผิดชอบ
เพราะถ้าเราไม่แยกให้ออกว่าอะไรคือ “นโยบายส่งเสริมการถ่ายทำ” อะไรคือ “การอนุญาตกิจกรรม” และอะไรคือ “พฤติกรรมเฉพาะตัวของบุคคล” สุดท้ายการตรวจสอบอาจกลายเป็นการโยงความผิดจากคนหนึ่งไปยังอีกองค์กรหนึ่งเพียงเพราะชื่อขององค์กรนั้นเคยปรากฏอยู่ใกล้กับโปรเจกต์
TheNewsroom มองว่า
ประเทศไทยควรเดินหน้าดึงกองถ่ายระดับโลกเข้ามา เพราะ Film Tourism สร้างทั้งรายได้ การจ้างงาน และภาพลักษณ์ให้ประเทศ
ในเวลาเดียวกัน คนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ในโปรเจกต์ใหญ่เพียงใด ก็ต้องเคารพกฎหมาย กติกา และบริบทของสังคมไทยเช่นเดียวกับทุกคน
สองหลักการนี้สามารถอยู่ด้วยกันได้
สนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสนับสนุนทุกพฤติกรรมของคนในอุตสาหกรรม
และถ้ามีใครทำอะไรนอกเหนือจากงานที่ได้รับอนุญาต คนที่ควรออกมาอธิบายเป็นคนแรกก็คือผู้กระทำเอง
ไม่ใช่เอาชื่อของหน่วยงานที่สนับสนุนอุตสาหกรรมมาเป็นร่มคลุมความรับผิดชอบส่วนบุคคล
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
“สนับสนุนให้มาถ่ายหนังในประเทศไทย” กับ “สนับสนุนให้ใครทำอะไรก็ได้ในประเทศไทย”
เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
