“ท่องเที่ยวไทยกับเป้าหมาย 35 ล้านนักท่องเที่ยว – โอกาสท่ามกลางความท้าทาย”

“ท่องเที่ยวไทยกับเป้าหมาย 35 ล้านนักท่องเที่ยว – โอกาสท่ามกลางความท้าทาย”

ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 อยู่ที่กว่า 66,000 คน

ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนกันยายนพุ่งเกือบ 22 ล้านคนแล้ว

ตัวเลขนี้บอกกับเราว่าแม้โลกยังเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน สงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่รู้จบ และภัยสิ่งแวดล้อมที่รอวันปะทุ

แต่ประเทศไทยก็ยังคงยืนหยัดเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเลือกจะมา

และหากแนวโน้มยังเดินต่อไปอย่างนี้ เป้าหมาย 35 ล้านคนภายในสิ้นปีก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงความฝัน

สิ่งที่น่าสนใจคือการกระจายตัวของตลาด

ไม่ใช่มีเพียงจีนที่ยังคงครองแชมป์ด้วยยอดสะสมกว่า 3.1 ล้านคน

หรือมาเลเซียที่ตามมาติด ๆ ด้วย 3.05 ล้านคนเท่านั้น

แต่เรายังเห็นอินเดียซึ่งกลายเป็นตลาดใหม่ที่โตแรงด้วยตัวเลขกว่า 1.5 ล้านคน

สะท้อนถึงชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวและพร้อมจะใช้จ่ายกับการท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน รัสเซียก็ยังคงเดินทางมาไทยเกินล้าน

แม้เผชิญข้อจำกัดมากมายจากภูมิรัฐศาสตร์

นี่ยังไม่รวมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ที่ต่างก็มีบทบาทในสมการการเติบโตครั้งนี้

ความหลากหลายเช่นนี้คือกันชนสำคัญที่ช่วยให้ไทยไม่ต้องหวังพึ่งตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว

แต่อย่าลืมว่าเบื้องหลังความสวยหรูของตัวเลขยังมีเงื่อนไขท้าทายรออยู่

เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะเดินทาง

ค่าครองชีพสูงและค่าเงินที่ผันผวนล้วนกระทบกำลังซื้อ

ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านก็เร่งสปีดชนิดไม่รอใคร

ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียต่างลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานและการตลาด พร้อมแย่งส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวจากเราโดยตรง

ส่วนในบ้านเราเอง ปัญหาการกระจายรายได้ การจัดการสิ่งแวดล้อม และความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลักยังคงเป็นโจทย์ที่ถ้าไม่แก้ไข ก็เสี่ยงทำให้เป้าหมายเชิงปริมาณกลายเป็นชัยชนะที่กลวงเปล่า

คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะไปถึง 35 ล้านคนได้หรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ “35 ล้านครั้งของการเดินทาง” สร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพต่อประเทศจริง ๆ

ทางออกอยู่ที่การหันไปโฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพมากกว่าตัวเลขปริมาณ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ หรือกลุ่มดิจิทัลโนแมดที่ใช้ชีวิตระยะยาวและใช้จ่ายสูง

การยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวก็สำคัญไม่แพ้กัน

ทั้งการพัฒนาเมืองรองให้เป็นจุดหมายใหม่ และการลงทุนในระบบดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการฝูงชนและสร้างภาพลักษณ์ความเป็น “สมาร์ทเดสติเนชัน” ให้กับไทย

ในอีกด้าน ไทยควรใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ผลักดันความร่วมมือข้ามพรมแดน

เปิดแพ็กเกจท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับลาว จีน หรือมาเลเซีย เพื่อขยายทางเลือกและเพิ่มแรงดึงดูด

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเงื่อนไขใหญ่ที่สุดของการเติบโตในศตวรรษนี้

ก็ต้องยกขึ้นมาเป็นวาระ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรการด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมบางรูปแบบเพื่อนำรายได้ไปลงทุนฟื้นฟูทรัพยากร

หากมองอย่างรอบด้าน เป้าหมาย 35 ล้านคนไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

แต่การจะไปถึงจุดนั้นอย่างสง่างามต้องอาศัยทั้งยุทธศาสตร์การตลาดที่ชาญฉลาด

โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับได้จริง และการจัดการทรัพยากรที่ไม่บั่นทอนอนาคต

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจึงจะไม่ใช่เพียงเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่วิ่งแรงชั่วคราว หากแต่เป็นเสาหลักที่ยั่งยืนให้กับการพัฒนาประเทศในวันข้างหน้า