
“ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เปิด 7 ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. ย้ำว่า กกต.ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานตามเกณฑ์รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ก่อนตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือยุติเรื่อง โดยชี้ว่า “กระแสไม่ใช่หลักฐาน”
นายศุภชัยระบุว่า แม้สังคมมีสิทธิตั้งคำถามและองค์กรอิสระต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่ต้องแยก “ความกังวลของสังคม” ออกจาก “เงื่อนไขทางกฎหมาย” ซึ่งมาตรา 226 กำหนดว่าต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
7 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ข้อกังขาของสังคมไม่เท่ากับหลักฐาน กกต.ต้องวัดจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่ระดับความสงสัยหรือแรงกดดัน
2. กกต.ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ไม่จำเป็นต้องส่งทุกข้อกล่าวหาให้ศาล แต่ต้องสืบสวน ไต่สวน และชั่งน้ำหนักหลักฐานก่อน
3. คุณภาพสำนวนมีความสำคัญ หากพยานขัดแย้ง กลับคำให้การ หรือหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน
4. ความรับผิดต้องพิสูจน์เป็นรายบุคคล ต้องชี้ให้ได้ว่าใครทำอะไร เมื่อใด และมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นอย่างไร
5. พยานที่กลับคำหรือมีส่วนได้เสียต้องชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวัง ต้องพิจารณาเหตุแห่งการกลับคำให้การและหลักฐานอื่นประกอบ
6. Accountability ไม่ได้แปลว่าต้องส่งศาล หากหลักฐานถึงเกณฑ์ต้องส่ง แต่หากไม่ถึงก็ต้องยุติเรื่อง ทั้งสองแนวทางสามารถเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายได้
7. หลักนิติธรรมต้องคุ้มครองทั้งสังคมและผู้ถูกกล่าวหา ไม่ควรเปลี่ยนหลักจาก “ผู้กล่าวหาต้องมีหลักฐาน” เป็น “ส่งขึ้นศาลก่อน แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ตัวเอง”
นายศุภชัยระบุว่า วันที่ 14 ก.ย. กกต.ต้องตอบตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตามแรงกดดัน โดยพิจารณาว่าพยานหลักฐานผ่านการตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมาย ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน จนถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” หรือไม่
“ถึง — ก็ส่งศาล ไม่ถึง — ก็ยุติเรื่อง” เพราะความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ถูกส่งขึ้นศาล แต่วัดจากการที่เมื่อหลักฐานถึง กฎหมายต้องเดิน และเมื่อหลักฐานไม่ถึง กฎหมายต้องคุ้มครอง
#ศุภชัยใจสมุทร #เลือกสว #กกต #มาตรา226 #หลักนิติธรรม #ภูมิใจไทย #TheNewsroom
