
“นักท่องเที่ยวหนึ่งคน อาจตัดสินใจมาเที่ยวไทยได้จากแชตเพียงไม่กี่ข้อความ”


ลิษามองว่า การจับมือกันระหว่าง Meta กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ WhatsApp Business ไม่ใช่แค่การเพิ่มช่องทางติดต่อ แต่คือการพาเสน่ห์ของเมืองไทยไปวางไว้ในโทรศัพท์ของนักเดินทางทั่วโลก
เพราะนักท่องเที่ยวยุคนี้ไม่อยากรออีเมลตอบกลับข้ามวันค่ะ
เขาอยากถามแล้วได้คำตอบทันที
อยากเห็นห้องพัก โปรแกรมสปา หรือแพ็กเกจท่องเที่ยว
อยากตรวจสอบราคาและปิดการจองได้จากบทสนทนาเดียว
WhatsApp ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 3,000 ล้านคน จึงเปรียบเสมือน “เคาน์เตอร์ต้อนรับประเทศไทย” ที่เปิดอยู่ในทุกประเทศ ผู้ประกอบการรายเล็ก ตั้งแต่โรงแรมบูติก ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพและเวลเนส สามารถพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนสร้างระบบขนาดใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ การเชื่อมโฆษณาบน Facebook และ Instagram เข้ากับ WhatsApp นักท่องเที่ยวที่เห็นภาพสวย ๆ ของประเทศไทยจึงสามารถกดเข้ามาสอบถาม เลือกแพ็กเกจ และตัดสินใจจองได้ทันที
นี่คือการเปลี่ยนจาก “ยอดเห็น” ให้เป็น “ยอดจอง”
และเปลี่ยนความสนใจในประเทศไทย ให้กลายเป็นรายได้ที่เดินทางตรงถึงผู้ประกอบการในพื้นที่
ช่วงวันที่ 1 มกราคม–5 กันยายน 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมแล้ว 21.28 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.04 ล้านล้านบาท หากธุรกิจไทยสามารถสื่อสารได้เร็วขึ้น เป็นส่วนตัวขึ้น และดูแลลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางจนถึงหลังการใช้บริการ โอกาสที่รายได้จะกระจายไปถึงชุมชนและเอสเอ็มอีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ในโลกการท่องเที่ยวยุคใหม่ ประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยว “เข้าถึงง่าย คุยสะดวก และจองได้ทันที” ด้วย
เพราะบางครั้ง Soft Power ที่ทรงพลังที่สุด อาจเริ่มต้นจากข้อความสั้น ๆ ว่า…
“Hello, how can we welcome you to Thailand?”
นักวิชาการอิสระ
อลิษา ปิยานนท์
#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย#ททท#AmazingThailand#WhatsAppBusiness#TourismDigitalTransformation#ConversationalCommerce#SoftPowerThailand#การท่องเที่ยวไทย#DigitalTourism#TheNewsroom
