
รัฐบาลเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์ (Medical Investment Hub) โดยใช้ยุทธศาสตร์ดึงบริษัทยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับโลกเข้ามาลงทุนในประเทศ เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์จากผู้ซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สร้างประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แนวทางดังกล่าวดำเนินการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
รัฐบาลนำแนวคิด Offset Policy มาใช้ในการเจรจากับบริษัทต่างชาติ เพื่อให้การจัดซื้อยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของภาครัฐสามารถต่อยอดไปสู่การลงทุน การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างบุคลากรทักษะสูงภายในประเทศ
กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การขับเคลื่อนของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยาระดับโลก 10 ราย เพื่อดึงแผนลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิก การผลิตยาและสารตั้งต้น รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สนับสนุนมาตรการส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวก
ความร่วมมือกับบริษัท MSD ถือเป็นดีลแรกที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมีแผนขยายการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย ซึ่งการวิจัยยาใหม่ 1 รายการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีโอกาสสร้างการจ้างงานบุคลากรราว 1,000 ตำแหน่ง รวมถึงเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในงานวิจัยมากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยา HIV ตัวใหม่ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตยาและเทคโนโลยีสุขภาพระดับสูง
หลังจากความร่วมมือกับ MSD รัฐบาลเตรียมเดินหน้าปิดดีลกับบริษัทยาระดับโลกเพิ่มเติม โดยมีแผนลงนามความร่วมมือกับ Sandoz ภายในประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อดึงการลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านสุขภาพในประเทศไทย
#อนุทินชาญวีรกูล #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #รัฐบาลไทย #กระทรวงสาธารณสุข #MedicalInvestmentHub #BOI #อุตสาหกรรมการแพทย์ #MSD #Sandoz #เศรษฐกิจสุขภาพ #TheNewsroom
