
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเปิดตัว “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ว่า จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้า พบว่าผู้ประกอบการรายย่อยต้องการให้รัฐบาลขยายระยะเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” ออกไปอีกประมาณ 1–2 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยปัจจุบันยังมีวงเงินเพียงพอสำหรับดำเนินโครงการต่อ
การพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการจะคำนึงถึงปัจจัยด้านค่าครองชีพ โดยเฉพาะสถานการณ์พลังงานและราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อช่วยลดภาระประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องระยะเวลาและสัดส่วนการร่วมจ่ายภายใน 2–3 สัปดาห์
สำหรับโครงการไทยช่วยไทย Plus ปัจจุบันมีผู้ใช้งานประมาณ 40 ล้านคน แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 26 ล้านคน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน มีร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านรายทั่วประเทศ และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.5 แสนล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าวว่า “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” เป็นการต่อยอดจากโครงการไทยช่วยไทย Plus โดยนำเทคโนโลยี AI มาเป็นผู้ช่วยร้านค้าผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” สามารถวิเคราะห์ยอดขาย แจ้งช่วงเวลาขายดี วิเคราะห์ต้นทุนวัตถุดิบ และช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนบริหารร้านค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ AI นกกระซิบยังช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย โดยนำข้อมูลยอดขายและรายรับจากร้านค้ามาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ลดข้อจำกัดด้านเอกสารและหลักประกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อในระบบแทนการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
ด้านธนาคารกรุงไทยเปิดตัวสินเชื่อสำหรับร้านค้าถุงเงิน ประกอบด้วยสินเชื่อ SME ไซส์เล็ก วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.5% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก และสินเชื่อสิบหมื่น วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย ขณะที่ธนาคารออมสินเปิดสินเชื่อ “ออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ” วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน
รัฐบาลเดินหน้าผลักดัน AI เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถบริหารธุรกิจ เข้าถึงเงินทุน และขยายกิจการได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศ
#เอกนิติ #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาส #กระทรวงการคลัง #รัฐบาลไทย #ไทยช่วยไทยPlus #สินเชื่อAIนกกระซิบ #Krungthai #ธนาคารออมสิน #SMEไทย #แก้หนี้นอกระบบ #TheNewsroom
