
การทำให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางด้านอาหารระดับโลก” ไม่ได้อาศัยเพียงชื่อเสียงของอาหารไทยเท่านั้น แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นว่า อาหารหนึ่งมื้อสามารถเชื่อมโยงไปถึงโรงแรม วัตถุดิบท้องถิ่น ชุมชน วัฒนธรรม และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้ทั้งระบบค่ะ
ดิฉันชื่นชมแนวทางของ คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ที่ไม่ได้มองความร่วมมือกับ MICHELIN Guide เป็นเพียงเครื่องมือประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร แต่ยกระดับให้เป็น “Strategic Platform” สำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา MICHELIN Guide มีส่วนสำคัญในการทำให้อาหารไทย ร้านอาหารไทย และเชฟไทย เป็นที่รู้จักในระดับสากล แต่ก้าวต่อไปที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการที่ ททท. เตรียมต่อยอด “MICHELIN Key” เข้ามาเชื่อมกับ Restaurant Selection เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ครบวงจร ตั้งแต่ Stay – Dine – Experience
นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อรับประทานอาหารหนึ่งมื้อ แต่จะได้พักในที่พักคุณภาพ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพื้นที่ ตลอดจนสร้างรายได้ต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการ เชฟ เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และชุมชนท้องถิ่น
นี่คือการเปลี่ยน “Soft Power” ให้กลายเป็น “High Value Tourism Driver” อย่างแท้จริง เพราะไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงจำนวนผู้มาเยือน แต่มองไปถึงคุณภาพการใช้จ่าย การกระจายรายได้ และคุณค่าที่นักท่องเที่ยวได้รับกลับไป
การครบรอบ 10 ปี MICHELIN Guide ประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงหมุดหมายแห่งความสำเร็จ แต่เป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวจากการเป็นประเทศที่ “มีอาหารอร่อย” ไปสู่การเป็น World-Class Destination for Gastronomy, Hospitality & Meaningful Travel
เมื่อผู้นำด้านการท่องเที่ยวมองเห็นทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดของห่วงโซ่เศรษฐกิจเช่นนี้ ดิฉันเชื่อว่าอาหารไทยจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แต่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ และยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนค่ะ
นักวิชาการอิสระ
ณิชาภา อภิญญานนท์
#MICHELINGuide #MICHELINKey #GastronomyTourism #GastronomyDestination #AmazingThailand #HighValueTourism #ValueOverVolume #SoftPower #ททท #การท่องเที่ยวไทย #อาหารไทย #อาหารไทยสู่ระดับโลก #เศรษฐกิจท่องเที่ยว #เที่ยวไทย #ชุมชนท้องถิ่น #TheNewsroom
