
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึง พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ผลกระทบวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยย้ำว่าเงินกู้ครั้งนี้ ไม่ใช่การกู้มาอุดรูรั่ว แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ไทยใช้น้ำมันประมาณ 100 ล้านลิตรต่อวัน และต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจึงกระทบต้นทุนทั้งระบบ ขณะที่การผลิตไฟฟ้ายังพึ่งก๊าซประมาณ 60% และนำเข้า LNG ราว 30% ของเชื้อเพลิงก๊าซ ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพได้รับผลกระทบโดยตรง
รัฐบาลจึงใช้มาตรการเพิ่มเติม โดยเรียกเงินส่วนเกินจากโรงกลั่น 6 แห่งจากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ ได้แล้ว 17,442 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยลดราคาหน้าปั๊ม พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟ ลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรกเหลือไม่เกิน 3 บาท ครอบคลุม 23 ล้านครัวเรือน
สำหรับเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท สำหรับบรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
ด้านน้ำมัน รัฐบาลเตรียมเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย ทั้งไบโอดีเซลจากปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ขณะที่ด้านไฟฟ้าจะเร่งเพิ่มพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม และไฮโดรเจน พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงไฟสะอาดผ่านระบบ Direct PPA
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “โซลาร์ประชาชน” โดยรัฐลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาหรือพื้นที่ของประชาชน รับซื้อไฟในช่วงแรกเพื่อนำรายได้มาชำระคืนต้นทุน ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินช่วยลดค่าไฟ และเมื่อคืนทุนแล้วแผงโซลาร์จะตกเป็นของประชาชน
นายเอกนัฏย้ำว่า แนวทางดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนประชาชนจากเพียงผู้ใช้พลังงาน ให้มีโอกาสเป็น “เจ้าของโรงไฟฟ้า” สร้างรายได้ระยะยาว พร้อมลดการพึ่งพาน้ำมันและ LNG ต่างประเทศ และกระจายโอกาสจากระบบพลังงานไปสู่ประชาชนมากขึ้น
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #กระทรวงพลังงาน #พรกกู้เงิน #วิกฤตพลังงาน #โซลาร์ประชาชน #พลังงานหมุนเวียน #DirectPPA #พลังงานสะอาด #เศรษฐกิจไทย #TheNewsroom
