
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลโรงงาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมปรับจากการตรวจตามรอบมาเป็น การตรวจเชิงรุกด้วย Data และเทคโนโลยี เพื่อชี้เป้าโรงงานที่มีความเสี่ยงและเข้าตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
ระบบนำข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์ความผิดปกติ ทั้งการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการผลิต การใช้น้ำ ไฟฟ้า และวัตถุดิบที่ไม่สมดุล รวมถึงข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิทางการค้า ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผ่านระบบ i-Auditor ซึ่งช่วยกำหนดมาตรฐานการตรวจ บันทึกผล และจัดทำรายงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
ผลการดำเนินงานปี 2569 พบโรงงานทั่วประเทศประกอบกิจการไม่เป็นไปตามกฎหมาย 767 ราย แบ่งเป็นสั่งหยุดประกอบกิจการ 131 ราย สั่งปรับปรุงแก้ไข 636 ราย และดำเนินคดี 391 ราย โดยมากกว่า 53% อยู่ในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การตรวจสอบไม่ได้มีเป้าหมายเพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องการสร้าง การแข่งขันบนมาตรฐานเดียวกัน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านระบบบำบัด การจัดการกาก และมาตรฐานความปลอดภัย ต้องเสียเปรียบผู้ที่ลดต้นทุนด้วยการฝ่าฝืนกฎหมาย
นอกจากนี้ ประชาชนและชุมชนสามารถร่วมเฝ้าระวังผ่านช่องทาง “แจ้งอุต” โดยแจ้งสถานที่ ลักษณะปัญหา วันเวลา และหลักฐานเท่าที่สามารถจัดเก็บได้อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น
กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเพิ่มบทลงโทษ การนำประวัติการกระทำผิดซ้ำมาประกอบการพิจารณา และการกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งหยุดหรือแก้ไขต้องผ่านการตรวจสอบก่อนกลับมาเปิดดำเนินการ รวมถึงจัดทำร่างกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการและยังไม่มีผลใช้บังคับ
รัฐบาลย้ำการกำกับดูแลโรงงานต้องเดินควบคู่ทั้ง การส่งเสริมเศรษฐกิจ คุ้มครองสุขภาพประชาชน และรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน
#ลลิดาเพริศวิวัฒนา #รัฐบาลไทย #กระทรวงอุตสาหกรรม #โรงงาน #Data #iAuditor #EEC #แจ้งอุต #สิ่งแวดล้อม #TheNewsroom
