
ภาสกร แสงด้วง ข้ามสาม จากเสื้อม่อฮ่อมที่ใส่ไม่พอดี สู่ MHP แบรนด์ที่อยากพางานคราฟต์แพร่ไปอยู่ในชีวิตคนรุ่นใหม่
คุยกับ แน๊ต-ภาสกร แสงด้วง ข้ามสาม ถึง 8 ปีจากคนกลางขายของชุมชน การกลับไปเรียนแพตเทิร์นเพื่อคุยกับช่างให้รู้เรื่อง ลูกหมีที่เกิดจากเศษผ้า และโจทย์นวัตกรรมที่อาจช่วยให้ม่อฮ่อมแพร่โตได้โดยไม่ทิ้งงานมือ
เสื้อตัวที่ใส่ไม่พอดี
เรื่องของ MHP ไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า Fashion Heritage ไม่ได้เริ่มจากแผนไปญี่ปุ่น ฮ่องกง หรือความตั้งใจจะสร้างแบรนด์แฟชั่นไทยสำหรับตลาดสากล
มันเริ่มจากเสื้อม่อฮ่อมตัวหนึ่งที่ใส่ไม่พอดี
ในฐานะคนแพร่ แน๊ต-ภาสกร แสงด้วง ข้ามสาม คุ้นเคยกับม่อฮ่อมมาตลอดชีวิต แต่ความคุ้นเคยไม่ได้แปลว่าเสื้อม่อฮ่อมทุกตัวจะเข้ากับชีวิตของคนแพร่ทุกคนเสมอไป เมื่อหยิบเสื้อแบบที่หาได้ทั่วไปมาสวม ภาสกรพบปัญหาที่คนซื้อเสื้อจำนวนมากน่าจะเข้าใจดี วงแขนลอย ไหล่รั้ง ช่วงตัวไม่สัมพันธ์กับรูปร่าง บางไซส์พอดีตรงหนึ่งแต่ติดอีกตรงหนึ่ง
ปัญหาเดียวกันเกิดกับผู้หญิง Plus Size ที่อยากใส่ม่อฮ่อม แต่หาเสื้อที่สวมแล้วสบายและมั่นใจได้ไม่ง่ายนัก
จากเรื่องธรรมดาอย่างเสื้อไม่พอดี ภาสกรจึงเริ่มตั้งคำถามที่ไม่ได้ฟังดูเหมือนคำถามเรื่องอนุรักษ์วัฒนธรรมเท่าไร
ทำไมคนอยากใส่ของที่เป็นของบ้านตัวเอง แต่กลับหาแบบที่เข้ากับชีวิตตัวเองไม่ได้
คำถามเรื่องไซส์ค่อย ๆ พาภาสกรไปไกลกว่าการแก้เสื้อหนึ่งตัว จากคนขายออนไลน์ ภาสกรเริ่มเรียนรู้เรื่องแพตเทิร์น ฟังช่างมากขึ้น รื้อกระบวนการผลิตทีละส่วน และมองเศษผ้าที่กองอยู่หลังร้านต่างออกไปจากเดิม จนวันหนึ่งต้องย้อนกลับมาตอบคำถามพื้นฐานที่สุดของคนทำแบรนด์ว่า
แท้จริงแล้ว MHP คืออะไร
ก่อน MHP จะเป็น MHP
หากย้อนกลับไปราว 7 – 8 ปีก่อน MHP ยังไม่ได้ชื่อ MHP
ช่วงนั้นมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการชุมชนเรียนรู้เรื่องเว็บไซต์ เพจ และช่องทางออนไลน์ ภาสกรมองเห็นว่าอินเทอร์เน็ตกำลังเปิดประตูบานใหม่ให้สินค้าจากชุมชนเดินทางไปหาคนซื้อที่อยู่ไกลออกไป จึงเริ่มทำหน้าร้านออนไลน์ในชื่อ ‘ม่อฮ่อมแพร่แพร่’
ชื่อฟังตรงไปตรงมา เพราะถ้าคนกำลังหาม่อฮ่อมแพร่ ก็คงไม่มีคำไหนบอกสิ่งที่ขายได้ชัดไปกว่านี้
ช่วงแรกภาสกรยังไม่ได้ผลิตเสื้อทุกชิ้นด้วยตัวเอง แต่ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าจากร้านและผู้ผลิตหลายรายในชุมชน แล้วนำมาขายผ่านออนไลน์
ภาสกรมองวิธีทำธุรกิจช่วงนั้นคล้ายการ ‘จับเสือมือเปล่า’ ไม่มีโรงงาน ไม่มีทีมออกแบบขนาดใหญ่ ไม่มีเงินก้อนมหาศาล มีเพียงความเข้าใจว่าตลาดกำลังเปลี่ยน และช่องทางออนไลน์กำลังทำให้ของที่เคยขายอยู่เฉพาะพื้นที่ไปเจอคนอีกกลุ่มได้
การเป็นคนกลางทำให้ภาสกรได้เห็นตลาดเร็ว
แต่ยิ่งขาย ก็ยิ่งเห็นปัญหาชัด
เสื้อหนึ่งตัวไม่ได้มีแค่คนขายกับคนซื้อ ข้างหลังมันมีช่าง วัตถุดิบ เงินทุน เวลา แพตเทิร์น คุณภาพ ราคา และความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นหากลูกค้าอยากได้สิ่งใหม่ แต่ไม่มีใครมั่นใจว่าสิ่งใหม่นั้นจะขายได้หรือไม่
วันหนึ่งภาสกรจึงเริ่มไม่พอใจกับบทบาทของตัวเอง
ถ้าจะมีร้านของตัวเองจริง ถ้าจะทำเสื้อที่แก้ปัญหาเรื่องไซส์จริง และถ้าจะทำม่อฮ่อมที่หน้าตาไม่เหมือนสิ่งที่ตลาดมีอยู่แล้ว ภาสกรคงต้องขยับจากคนที่ยืนอยู่หน้าร้าน กลับเข้าไปถึงหลังจักรเย็บผ้าเสียที
และตรงนั้นเอง เรื่องก็เริ่มยากขึ้น
ภาพในหัวของเรา ไม่ได้อยู่ในหัวของช่าง
ปัญหาแรกคือช่างในชุมชนไม่มีเหตุผลอะไรต้องเชื่อแบรนด์หน้าใหม่ทันที
ออร์เดอร์ยังน้อย งานไม่ต่อเนื่อง เงินทุนสำหรับสั่งล็อตใหญ่ก็ไม่มี ที่สำคัญ ภาสกรเองก็ยังรู้เรื่องแพตเทิร์นและการตัดเย็บไม่มากพอจะอธิบายสิ่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
ความยากจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องเงิน
บางครั้งภาสกรพูดอย่างหนึ่ง แต่ช่างเข้าใจอีกอย่าง
ประโยคง่าย ๆ อย่าง “อยากให้ตรงนี้หลวมขึ้นนิดหนึ่ง” ในหัวคนออกแบบอาจเป็นเพียงความรู้สึก แต่สำหรับช่าง มันหมายถึงการขยับเส้นจริงบนแพตเทิร์น ซึ่งจะพาไปถึงตำแหน่งไหล่ วงแขน การทิ้งตัวของผ้า เวลาผลิต และต้นทุนที่เปลี่ยนตามมา
ในช่วงแรก MHP ขอความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน ทั้งพัฒนาชุมชน อุตสาหกรรมจังหวัด และโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ ภาสกรได้รับคำแนะนำและต้นแบบมากมาย แต่ในที่สุดพบว่า หากตัวเองยังไม่มีพื้นฐานมากพอ ต่อให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย สิ่งที่ได้ก็อาจกลับไปหาสินค้าหน้าตาเดิม หรือเป็นต้นแบบที่สวยมากตอนอยู่ในโครงการ แต่ทำขายจริงได้ยาก
ก่อนโควิด ภาสกรจึงตัดสินใจกลับไปเรียนด้านการออกแบบและตัดเย็บที่วิทยาลัยชุมชนแพร่ ทั้งการทำแพตเทิร์น การออกแบบคอลเลกชัน และโครงสร้างเสื้อผ้า
เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การกลายเป็นช่างที่ทำทุกฝีเข็มได้เอง
ภาสกรอยาก ‘พูดภาษาเดียวกับช่างได้’
ความต่างของสองอย่างนี้สำคัญ
คนออกแบบไม่จำเป็นต้องเย็บทุกตัว แต่ควรรู้ว่าทำไมฝีเข็มหนึ่งต้องอยู่ตรงนั้น ทำไมผ้าถึงดึง ทำไมแขนถึงยกไม่ได้ ทำไมการเปลี่ยนเส้นหนึ่งเส้นทำให้ต้นทุนเพิ่ม และทำไมแบบที่สวยมากบนกระดาษอาจกลายเป็นความลำบากของคนที่ต้องนั่งผลิตมันซ้ำร้อยตัว
พอเริ่มเข้าใจภาษาเดียวกัน ภาสกรก็เห็นอีกเรื่องหนึ่งชัดขึ้น
ช่างแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกัน
คนหนึ่งถนัดเสื้อ อีกคนถนัดกางเกง อีกคนละเอียดกับงานกระเป๋า
การทำงานกับชุมชนจึงไม่ควรหมายถึงการเอาแบบเดียวไปแจกให้ทุกคนทำเหมือนสายพานโรงงาน แต่คือการรู้ว่าใครมี ‘มือ’ แบบไหน แล้วส่งงานให้ความถนัดนั้นทำงานได้เต็มที่
เสื้อ 30 ชิ้นที่ต้องเหลือ 5 ชิ้น
หนึ่งในเรื่องที่อธิบายวิธีคิดของ MHP ได้ดี คือจำนวนชิ้นส่วนของเสื้อ
เสื้อบางแบบที่ออกแบบอย่างซับซ้อนอาจประกอบด้วยแพตเทิร์นมากกว่า 30 ชิ้น
บนโต๊ะนักออกแบบ นั่นอาจหมายถึงความประณีตและความซับซ้อนของรูปทรง แต่เมื่อแบบเดียวกันเดินไปถึงโต๊ะของช่างในชุมชน มันอาจแปลเป็นเวลาที่เพิ่มขึ้น ความผิดพลาดที่มากขึ้น และความรู้สึกว่า “งานนี้ยากเกินไป”
ภาสกรจึงเริ่มรื้อแบบของตัวเอง
ชิ้นไหนไม่จำเป็น ตัดออก
อะไรควรรวม รวม
โครงสร้างที่เคยมีมากกว่า 30 ชิ้นค่อย ๆ ถูกทำให้ง่ายลง บางแบบเหลือชิ้นหลักเพียง 4 – 5 ชิ้น เช่น หน้าซ้าย หน้าขวา หลัง และรายละเอียดที่จำเป็น
เสื้อไม่ได้ถูกทำให้ง่ายลงเพราะอยากลดคุณค่า
ภาสกรทำให้ง่ายเพื่อให้คนทำสามารถทำได้จริง ทำซ้ำได้ และควบคุมคุณภาพได้โดยไม่ต้องใช้ความซับซ้อนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่างานนั้นมีราคา
นี่เป็นจุดที่คำว่า ‘นวัตกรรม’ ของ MHP เริ่มน่าสนใจ
เพราะนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตอนเราเพิ่มมอเตอร์ หน้าจอ หรือเครื่องจักรใหม่เข้าไปในระบบ บางครั้งมันเกิดขึ้นตอนเรานำกระบวนการเดิมทั้งหมดมากาง แล้วกล้าถามว่า
ตรงไหนสร้างภาระ แต่ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่ม
การลด 30 ชิ้นให้เหลือ 5 ชิ้นจึงไม่ใช่แค่ Pattern Design
มันคือ Process Design ที่เริ่มจากความสามารถของคนในชุมชน ไม่ใช่เริ่มจากความสามารถสูงสุดของเครื่องจักร
เรียนเยอะจนแบรนด์เป๋
ช่วงโควิดทำให้หลายธุรกิจหยุด แต่สำหรับภาสกรกลับเป็นช่วงที่ประตูห้องเรียนเปิดกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
หน่วยงานต่าง ๆ ย้ายการอบรมมาอยู่บน Zoom ภาสกรจึงเข้าแทบทุกโครงการที่คิดว่าน่าจะช่วยธุรกิจได้
Branding ก็เรียน Marketing ก็เรียน Product Development ก็เรียน เรื่องตลาดก็ไป เรื่องโมเดลธุรกิจก็เข้า
ฟังดูเหมือนเรื่องดีทั้งหมด
จนมันดีมากเกินไป
อาจารย์คนหนึ่งบอกให้แบรนด์ไปทางหนึ่ง อีกโครงการแนะนำอีกทาง และแต่ละคำแนะนำก็ดูมีเหตุผลเมื่อฟังแยกกัน
ปัญหาเกิดเมื่อเอาทุกอย่างมาวางรวมกัน
ภาสกรเรียกช่วงนั้นสั้น ๆ ว่าแบรนด์ ‘เป๋’
เป็นคำที่อธิบายชีวิตของผู้ประกอบการได้ตรงอย่างประหลาด เพราะปัญหาของคนทำธุรกิจบางครั้งไม่ใช่ไม่มีคนแนะนำ แต่มีคำแนะนำดี ๆ มากเสียจนเริ่มแยกไม่ออกว่า อะไรคือเสียงของตลาด อะไรคือเสียงของที่ปรึกษา และอะไรคือเสียงของตัวเอง
MHP ในเวลานั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่ ‘ควรเป็น’
ควรพรีเมียม ควรท้องถิ่น ควรไปต่างประเทศ ควรเข้าหาคนรุ่นใหม่ ควรอนุรักษ์ ควรร่วมสมัย และแน่นอนว่าควรขายได้
ยิ่งมีคำว่า ‘ควร’ เยอะขึ้น คำว่า ‘เรา’ กลับยิ่งเบาลง
คำตอบไม่ได้มาจากห้องอบรมครั้งถัดไป
มันอยู่ในเศษผ้าที่บ้าน
แม่ต่อ พ่อเย็บ ลูกออกแบบ
กระบวนการตัดเสื้อย่อมมีเศษผ้า และเมื่อผลิตมากขึ้น เศษก็เพิ่มขึ้นตาม
ภาสกรเริ่มมองสิ่งที่เคยถือเป็นของเหลือใหม่ แล้วทดลองนำเศษผ้ามาต่อกันภายใต้แนวคิด Upcycling และ Zero Waste
จากนั้นครอบครัวก็เข้ามาอยู่ในกระบวนการอย่างเป็นธรรมชาติ
แม่ต่อผ้า
พ่อเย็บ
ลูกออกแบบ
“แม่ต่อ พ่อเย็บ ลูกออกแบบ”
ประโยคสั้น ๆ นี้ค่อย ๆ กลายเป็นคำตอบของสิ่งที่ภาสกรพยายามค้นหามาหลายปี
DNA ของ MHP ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุม ไม่ได้ถูกสร้างจาก Brand Workshop และไม่ได้เริ่มจากคำภาษาอังกฤษที่เหมาะกับพรีเซนเทชัน
มันอยู่ในบ้านมาตลอด
เศษผ้าที่แม่ต่อและพ่อเย็บถูกพัฒนาเป็นตุ๊กตาหมี ช่วงแรกโครงสร้างได้รับอิทธิพลจาก Teddy Bear ซึ่งมีชิ้นส่วนค่อนข้างมาก แล้วปัญหาเดิมก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง
ถ้าทำยากเกินไป คนในชุมชนก็ทำต่อได้ยาก
ภาสกรจึงลดทอนโครงสร้าง จากแพตเทิร์นซับซ้อนให้เหลือชิ้นหน้า ชิ้นหลัง เพิ่มขาและรายละเอียดเท่าที่จำเป็น ให้น่ารักพอจะมีบุคลิก แต่เรียบง่ายพอที่จะผลิตได้จริง
สุดท้ายลูกหมีค่อย ๆ กลายเป็นมากกว่าสินค้าจากเศษผ้า
มันกลายเป็น Brand Character ของ MHP
ก่อนหน้านั้นแบรนด์เคยทดลองโลโก้หลายแบบ ผ่านการตีความของนักออกแบบและอาจารย์หลายคน แต่ไม่มีแบบไหนรู้สึกใกล้ตัวเท่าหมีที่เกิดจากเศษผ้าจริง
เพราะหมีตัวนี้ไม่ได้ถูกสร้างเรื่องตามหลัง
เรื่องเกิดขึ้นก่อน แล้วหมีจึงเกิดตามมา
ถ้ามองให้ดี ลูกหมีตัวเดียวรวบรวม MHP ไว้เกือบทั้งแบรนด์ มีม่อฮ่อม มีเศษผ้า มี Zero Waste มีงานมือ มีแม่ มีพ่อ มีลูก และมีการออกแบบที่เริ่มจากข้อจำกัดของคนทำจริง
เป้าหมายของภาสกรจึงง่ายมาก
เห็นลูกหมี อยากให้คนนึกถึง MHP
และเมื่อคิดถึง MHP อยากให้คนนึกถึงม่อฮ่อมแพร่
ชื่อที่สั้นลง เพื่อพาของเดิมไปไกลขึ้น
ชื่อ ‘ม่อฮ่อมแพร่’ มีข้อดีตรงที่ฟังแล้วรู้ทันทีว่าขายอะไร
แต่ข้อดีเดียวกันเริ่มกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อต้องเดินออกไปนอกประเทศไทย
ลูกค้าญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน หรือฮ่องกงไม่ได้มีโครงสร้างการออกเสียงเหมือนภาษาไทย คำว่า ‘ม่อฮ่อมแพร่’ จึงถูกอ่านเพี้ยนได้สารพัดแบบ
ภาสกรมองว่าการคาดหวังให้คนทั้งโลกออกเสียงชื่อแบรนด์ของเราได้ครบทุกพยางค์ อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่จำเป็น
ชื่อจึงถูกย่อเป็น MHP
สั้นลง จำง่ายขึ้น และพาไปต่างประเทศง่ายขึ้น ขณะเดียวกันคำว่า mohhomphrae ยังทำหน้าที่บอกรากกำกับไว้
การ Rebranding ครั้งนี้ไม่ได้มีไว้ลบอดีต
ตรงกันข้าม ภาสกรกำลังจัดระเบียบอดีต เพื่อให้คนที่ไม่รู้จักมันมาก่อนเดินเข้ามาได้ง่ายขึ้น
ประสบการณ์เรื่องชื่อยังมีบทเรียนราคาแพงอยู่ด้วย ในช่วงแรกแบรนด์จดโดเมนภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้ปกป้องชื่อภาษาไทยไว้อย่างครบถ้วน ภายหลังมีผู้ประกอบการรายอื่นใช้ชื่อใกล้เคียงจนเกิดความสับสน และเมื่อสิทธิในชื่อไม่ได้ถูกจัดการตั้งแต่ต้น การแก้ไขจึงยากกว่าที่คิด
จากเรื่องนั้น ภาสกรได้เรียนรู้ว่าแบรนด์ไม่ใช่แค่โลโก้สวย ๆ
ชื่อ โดเมน ทรัพย์สินทางปัญญา การออกเสียง และบัญชีโซเชียลมีเดีย ล้วนเป็นทรัพย์สินที่ต้องดูแล
MHP จึงไม่ได้เกิดจากการหาอักษรสามตัวมาวางแทนชื่อยาวเฉย ๆ
มันเกิดหลังจากเจ้าของแบรนด์เคยเสียบางอย่าง เพราะเคยคิดว่าชื่อเป็นเพียงชื่อมาก่อน
ผ้าม่อฮ่อมที่ไม่อยากอยู่เฉพาะในพิพิธภัณฑ์
เมื่อคุยถึงอนาคต ภาสกรใช้คำสองคำกับภาพที่อยากให้ MHP เป็น
Fashion Heritage
และ Craftsmanship
คำแรกพูดถึงความตั้งใจทำให้มรดกยังมีชีวิต ส่วนคำหลังย้ำว่า ชีวิตใหม่นั้นไม่ควรต้องแลกด้วยการทิ้งคุณค่าของมือเดิม
ในสายตาภาสกร ม่อฮ่อมจึงไม่ควรมีชีวิตเฉพาะในงานพิธี งานราชการ ร้านของฝาก หรือพิพิธภัณฑ์
ภาสกรอยากเห็นคนรุ่นใหม่ใส่มันเดินถนน ใส่ไปทำงาน ใส่เที่ยว ใส่คู่กับคนรัก หรือหยิบมาใส่ในวันธรรมดาโดยไม่ต้องมีใครบอกว่าวันนี้คือวันผ้าไทย
MHP จึงพยายามผสมม่อฮ่อมและผ้าฝ้ายทอมือของแพร่เข้ากับ Street Fashion ใช้รายละเอียดโลหะและเงิน รวมถึงหยิบเทคนิคอย่าง Sashiko และ Boro เข้ามาสร้างภาษาภาพใหม่
โจทย์ไม่ใช่ทำให้มันเลิกเป็นท้องถิ่น
แต่ทำอย่างไรให้ความเป็นท้องถิ่นไม่ถูกขังไว้กับรูปทรงเพียงแบบเดียว
ภาสกรไม่ได้อยากให้คนรุ่นใหม่ใส่ม่อฮ่อมเพราะรู้สึกว่า ‘ควรอนุรักษ์’ ก่อนเสมอไป
จะใส่เพราะเท่ก่อนก็ได้
ชอบก่อนก็ได้
สบายก่อนก็ได้
แล้วค่อยรู้ทีหลังว่าเสื้อบนตัวมีเรื่องของใครอยู่ข้างหลัง
ถ้าจะย้อมให้มากขึ้น โดยยังเป็นห้อมอยู่
แต่ทันทีที่พูดถึงการพางานคราฟต์ไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น คำถามหนึ่งก็หลบไม่ได้
ถ้าออร์เดอร์เพิ่ม งานมือจะเพิ่มกำลังผลิตอย่างไร
โจทย์นี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสนใจในการพัฒนา MHP โดยเฉพาะกระบวนการย้อมห้อมธรรมชาติ
ห้อมมีคุณค่าตรงความเป็นธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็มีนิสัยของมันเอง ผ้าที่ MHP ใช้บางส่วนเป็นผ้าฝ้ายทอจากโรงงาน ซึ่งดูดซึมสีต่างจากผ้าทอมือ กระบวนการย้อมจึงต้องอาศัยแรงบีบ แรงกด และวิธีช่วยให้สีซึมเข้าเส้นใย
ในกระบวนการยังมี ‘ด่าง’ จากขี้เถ้าเข้ามามีบทบาทกับการย้อม สีห้อมซึ่งดูเหมือนภูมิปัญญาเก่าแก่จึงกลายเป็นโจทย์วิจัยและพัฒนาที่ร่วมสมัยมากขึ้นทันที เมื่อคำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเลิกทำแบบเดิมหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะทำให้ได้ปริมาณมากขึ้น โดยใช้แรงน้อยลง และยังรักษาคุณภาพของสีไว้ได้อย่างไร
ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงนี้
เครื่องจักรไม่ใช่เป้าหมาย
Scale ต่างหากคือโจทย์
และเครื่องมือใหม่จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อช่วยให้ Scale โตขึ้นโดย Essence ไม่หายไป
นี่ทำให้บทบาทของ NIA กับแบรนด์วัฒนธรรมอย่าง MHP น่าสนใจ เพราะ Innovation ไม่ควรหมายถึงการนำของใหม่เข้าไปแทนของเก่าโดยอัตโนมัติ
โจทย์ที่ยากกว่าอาจเป็นการถามว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการออกแบบระบบจะเข้าไปช่วยให้ภูมิปัญญาเดิมทำงานต่อได้นานขึ้นอย่างไร
ถ้าวันหนึ่ง MHP ย้อมผ้าธรรมชาติได้ครั้งละมากขึ้น ใช้แรงคนน้อยลง แต่ผ้าที่ได้ยังเป็นม่อฮ่อมที่คนแพร่ยอมรับ วันนั้นเทคโนโลยีไม่ได้เอาชนะภูมิปัญญา
มันเพียงช่วยให้ภูมิปัญญามีแรงเดินต่อ
‘อยากได้’ กับ ‘ซื้อ’ เป็นคนละเรื่อง
อีกสิ่งที่ตลาดสอนภาสกรคือ คนใส่กับคนซื้ออาจไม่ใช่คนเดียวกัน
ช่วงแรก MHP มองผู้ชายวัยประมาณ 30 – 45 ปีเป็นลูกค้าหลัก เพราะมีปัญหาใกล้กับประสบการณ์ของภาสกร ทั้งเรื่องไซส์ รูปทรง และความยากในการหาเสื้อม่อฮ่อมร่วมสมัย
แต่พอขายจริง กลับได้ Insight อีกแบบ
ผู้ชายอยากได้
หลายครั้งผู้หญิงเป็นคนจ่าย
คนตัดสินใจซื้ออาจเป็นแฟนหรือผู้หญิงในครอบครัว จากเดิมที่ภาสกรคิดว่าลูกค้าคือคนใส่ จึงเริ่มเห็นว่า คนใส่ คนเลือก คนชอบ และคนจ่ายอาจเป็นคนละคน
MHP เริ่มขยายสินค้าผู้หญิงและคิดเรื่อง Couple Set มากขึ้น
จากการขายเสื้อผู้ชายหนึ่งตัว แบรนด์เริ่มมองเห็นการขายโมเมนต์ที่คนสองคนอยากเลือกบางอย่างมาใส่ร่วมกัน
นี่เป็นการเปลี่ยนจากการมองตลาดด้วยอายุและเพศ ไปสู่การมองชีวิตจริงของการซื้อ
เพราะเสื้อผ้าไม่ได้อยู่กับร่างกายอย่างเดียว
หลายครั้งมันอยู่ในความสัมพันธ์ด้วย
ของสวยบนรันเวย์ กับของที่คนยอมจ่ายเงินซื้อ
อีกบทเรียนหนึ่งของภาสกรมาจากคอลเลกชันที่เกิดในโครงการและงานประกวด
หลายแบบสวย
บางตัวสวยมาก
แต่พอจบงาน ไม่มีใครตอบชัดว่าจะขายให้ใคร
ชุดสำหรับสร้างภาพบนเวทีอาจมีรายละเอียดเยอะ ต้นทุนสูง และยากต่อการขยายไซส์ ถ้าต้องผลิตจริงก็มีทั้ง S, M, L และสต็อกที่ตามมา หากขายไม่หมด ความสวยทั้งหมดจะกลายเป็นต้นทุนที่แขวนอยู่บนราว
ภาสกรจึงเปลี่ยนวิธี
เริ่มจาก Sketch แล้วทำ Sample ในไซส์ตัวเองก่อน
เหตุผลฟังเป็นผู้ประกอบการอยู่มาก
ถ้าขายไม่ได้ อย่างน้อยภาสกรก็ใส่เองได้
แต่ถ้าใส่ออกไปแล้วมีคนถามว่า “เสื้อตัวนี้ขายไหม” นั่นค่อยเป็นข้อมูลให้ขยายไปสู่ Pre-order
วิธีนี้ทำให้ภาสกรรับหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้ง Designer, Model, Salesperson และ Storyteller
อาจเหนื่อยกว่า แต่สำหรับธุรกิจเล็ก มันช่วยลดระยะห่างระหว่างคนคิดกับตลาด
ก่อนผลิต 100 ตัว ภาสกรเอาตัวเองออกไปถามตลาดด้วยเสื้อ 1 ตัวก่อน
บ้านหลังเดียว อาจต้องมีหลายห้อง
วันนี้ MHP เริ่มวางระบบสินค้าเป็นสามกลุ่ม คือ Mass, Collection และ Made to Order หรือ Pre-order
เมื่อมีตลาด Corporate เข้ามา โครงสร้างนี้ยิ่งต้องชัด
MHP เคยรับงานตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงระดับ 1,000 ตัว และช่วงเทศกาล สินค้ากลุ่ม Mass เคยผลิตได้ถึงประมาณ 5,000 ตัว
คำว่า ‘งานชุมชน’ จึงไม่ได้แปลว่าต้องผลิตครั้งละไม่กี่ชิ้นเสมอไป
แต่เมื่อออร์เดอร์เพิ่มเป็น 500 หรือ 1,000 ตัว เรื่องสำคัญก็ไม่ได้มีแค่ดีไซน์อีกต่อไป ไซส์ต้องตรง คัตติ้งต้องนิ่ง QC ต้องผ่าน และวันที่ส่งต้องรักษาให้ได้
ภาสกรจึงเริ่มแยกพื้นที่ธุรกิจออกเป็นสองโลก
แบรนด์ลูกทำหน้าที่รองรับ Mass, Corporate Uniform และออร์เดอร์จำนวนมาก ซึ่ง Outsource ผ่านเครือข่ายผลิตในชุมชนได้ ส่วน MHP รักษาพื้นที่สำหรับสินค้าระดับกลางถึงพรีเมียม งาน Collection และ Craftsmanship ที่ต้องการรายละเอียดมากกว่า
การแบ่งนี้สำคัญ เพราะธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง ‘ขายเยอะ’ กับ ‘เป็นแบรนด์’
บางครั้งต้องสร้างบ้านหลังเดียว แล้วจัดให้แต่ละอย่างอยู่คนละห้อง
มีโซเชียล 6 ช่อง ไม่ได้แปลว่ามีการตลาด 6 เท่า
MHP เคยอยู่เกือบทุกแพลตฟอร์ม
Facebook, Instagram, TikTok, LINE และช่องทางอื่นรวมกันราว 6 แอปพลิเคชัน
ปัญหาคือจำนวนทีมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนช่อง
ผลคือภาพเดียว ข้อความเดียว แล้วส่งไปทุกที่
ภาสกรเริ่มเห็นว่านั่นไม่ได้หมายความว่าแบรนด์กำลังทำ Omnichannel
บางทีมันหมายถึงการทำงานเดิมซ้ำหกครั้ง
Instagram ต้องการภาพแบบหนึ่ง TikTok ต้องการวิดีโอ Facebook เหมาะกับเรื่องเล่าและ Community มากกว่า ส่วน LINE มีบทบาทใกล้กับการดูแลลูกค้าและปิดการขาย
และเมื่อพูดถึงตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง หรือไต้หวัน ความแตกต่างระหว่างแพลตฟอร์มยิ่งชัดขึ้นไปอีก
MHP จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ฟังดูสวนทางกับการเติบโต
กลับมาโฟกัสตลาดไทยให้ชัดก่อน
สร้างสินค้าแกนกลาง จัดแบรนด์ จัดข้อมูล แล้วค่อยเดินออกไป
เพราะการไปเร็วโดยไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร อาจพาไปได้ไกลจริง
เพียงแต่เราอาจไม่รู้ว่ากำลังไปถึงที่ไหน
สิ่งที่ขายไปแล้ว แต่ไม่เคยถูกเก็บไว้
ถ้าการจดชื่อไม่ครบเป็นความผิดพลาดที่มองเห็นได้จากภายนอก อีกเรื่องที่ภาสกรยอมรับว่าเสียดายคือ การไม่ได้เก็บ Data ลูกค้าไว้เป็นระบบตั้งแต่ต้น
ทั้งที่ขายหน้าร้านและออนไลน์ในสัดส่วนใกล้ 50 : 50 และทำตลาดมาหลายปี แต่ข้อมูลอย่างไซส์ที่ซื้อซ้ำ จังหวัดของลูกค้า ความถี่ในการซื้อ สินค้าที่ชอบ หรือกลุ่มที่มีโอกาสกลับมา ยังไม่ได้ถูกจัดให้กลายเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจเต็มที่
เรื่องนี้ฟังไม่โรแมนติกเท่า ‘แม่ต่อ พ่อเย็บ ลูกออกแบบ’
แต่แบรนด์เติบโตด้วยความทรงจำเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ความทรงจำของลูกค้าต้องถูกแปลงเป็นความเข้าใจด้วย
การจัดระบบข้อมูลลูกค้า Social Media, Brand Architecture, Catalog, Size Pattern ไปจนถึงเครื่องมือสำหรับ Presentation และ Pitching จึงกลายเป็นงานหลังบ้านที่ต้องเดินคู่กับการทำเสื้อ
เพราะแบรนด์ที่เล่าเรื่องได้ดีมาก แต่ไม่รู้ว่าใครเคยซื้ออะไรไปเมื่อไร ก็ยังมีระยะให้เดินต่ออีกมาก
วันที่บอกชุมชนว่า จะทำเรื่องนี้จริง
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อภาสกรเข้าร่วมโครงการมังกร รุ่นที่ 2 และได้เรียนรู้ Business Model Canvas
ภาสกรเริ่มมองกิจการไม่ใช่เพียงสิ่งที่ตัวเองชอบทำ แต่เป็นระบบที่ลูกค้า ต้นทุน รายได้ คู่ค้า ทรัพยากร และคุณค่าต้องอยู่ร่วมกันได้
ต่อมาเมื่อเข้าร่วม Pitching กับธนาคารออมสิน ภาสกรให้สัญญาว่า หากได้รับรางวัล จะจดนิติบุคคล
ไม่ใช่เพราะการมีคำว่า Limited Partnership แล้วเสื้อจะสวยขึ้นทันที
แต่มันเป็นการส่งสัญญาณให้คนที่ทำงานด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำเล่น ๆ
หลังได้รับรางวัล ห้างหุ้นส่วนจำกัด แน๊ต คราฟท์ (Nat Craft Limited Partnership) จึงจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
สำหรับภาสกร ขั้นตอนทางกฎหมายนี้มีความหมายทางใจอยู่ด้วย
เพราะคำถามหนึ่งที่ชาวบ้านมีสิทธิ์ถามเสมอคือ งานที่คนคนนี้เอามาให้ทำในเดือนนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า จะยังมีอยู่ไหม
ความน่าเชื่อถือจึงไม่ได้เกิดจากคำพูดอย่างเดียว
บางครั้งต้องมีระบบบางอย่างยืนยันว่าเจ้าของธุรกิจตั้งใจอยู่ต่อจริง ๆ
ความสุขที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนสาขา
เมื่อคุยเรื่องเป้าหมายอีก 3 – 5 ปี ภาสกรพูดถึง Fashion Heritage, Craftsmanship ตลาดต่างประเทศ และภาพฝันที่วันหนึ่งคนพูดถึงม่อฮ่อมแพร่แล้วนึกถึง MHP
แต่เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “อยากโตแค่ไหน” เป็น “ความสุขคืออะไร” ภาพที่ออกมากลับเล็กลงมาก
ภาสกรพูดถึงรอยยิ้มของเด็ก พูดถึงชาวบ้านที่มีงาน คนที่หาเงินได้เอง แม่ที่ต่อผ้า พ่อที่เย็บ และคนในชุมชนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งของหนึ่งชิ้น
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกหมีจึงมีความหมายกับ MHP มากกว่าการเป็นโลโก้
เพราะตอนที่แบรนด์เคยเป๋จากคำแนะนำเต็มหัว สิ่งที่พาภาสกรกลับมาหาตัวเองไม่ได้เป็น Trend Report เล่มใหม่
แต่เป็นเศษผ้า
มือของแม่
ฝีเข็มของพ่อ
และความคิดของลูก
วันนี้ชื่อแบรนด์สั้นลงเหลือสามตัวอักษร-MHP ภาพลักษณ์กำลังร่วมสมัยขึ้น สินค้าถูกจัดระบบใหม่ ตลาด B2B เริ่มเปิดกว้าง โจทย์การย้อมห้อมกำลังเดินเข้าสู่เรื่องนวัตกรรม และอนาคตอาจมีทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน หรือที่อื่นไกลกว่านั้น
แต่เรื่องที่น่าสนใจของภาสกรไม่ได้อยู่ที่ความพยายามพาม่อฮ่อมหนีออกจากแพร่
ตรงกันข้าม
ยิ่งอยากไปไกล ภาสกรยิ่งต้องตอบให้ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ควรพกติดตัวไป
สีห้อมต้องไป
งานมือต้องไป
ความรู้ของช่างต้องไป
ทุ่งโฮ้งต้องไป
และถ้าดูจากลูกหมีที่ค่อย ๆ กลายเป็นภาพจำของแบรนด์ ครอบครัวก็คงต้องไปด้วย
วันหนึ่ง หากคนรุ่นใหม่หยิบเสื้อ MHP ขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าเท่ แล้วค่อยรู้ทีหลังว่าเสื้อตัวนั้นผ่านการย้อม ต่อ เย็บ และออกแบบด้วยมือของคนในแพร่หลายคู่ ภาสกรคงไม่ได้ติดใจนักว่า คนคนนั้นเริ่มรู้จักม่อฮ่อมจากแฟชั่น หรือจากความสนใจเรื่องวัฒนธรรม
เพราะบางทีมรดกที่ยังมีชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องยืนรอให้ใครเดินเข้ามาศึกษาอยู่กับที่
มันอาจสวมอยู่บนตัวเรา แล้วเดินไปด้วยกันได้เลย
บริษัท : ห้างหุ้นส่วนจำกัด แน๊ต คราฟท์ (Nat Craft Limited Partnership)
แบรนด์ : MHP (mohhomphrae)
ผู้ก่อตั้ง : ภาสกร แสงด้วง ข้ามสาม (แน๊ต)
ที่ตั้ง : 271 หมู่ 5 ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 54000
Facebook : mohhomphrae
Instagram : mohhomphrae
TikTok : mohhomphrae
LINE Official : mohhomphrae
Website : www.mohhomphrae.com
Brand Message : MHP mohhomphrae / Local Craft to Street Fashion

บทความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถต่อยอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย “นิลมังกร” ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
