NUTTA ผ้าทอจากป้ายไวนิล ที่ทำให้ของเหลือจากเมืองกลับไปมีชีวิตบนกี่ทอผ้าของชุมชนขอนแก่น

NUTTA ผ้าทอจากป้ายไวนิล ที่ทำให้ของเหลือจากเมืองกลับไปมีชีวิตบนกี่ทอผ้าของชุมชนขอนแก่น

คุยกับ ลี-ณัฐณภา พุทธใจยา ถึงวันที่เธอยังไม่เชื่อว่าป้ายไวนิลจะกลายเป็นสินค้าได้ วิกฤตโควิดที่พาธุรกิจไปถึงทางตัน และการทดลองซอยวัสดุโฆษณาทีละเส้น ก่อนทอขึ้นใหม่เป็นผ้าที่พาช่างสูงวัยกลับมาเปิดกี่อีกครั้ง

ป้ายไวนิลเป็นวัตถุชนิดหนึ่งที่เกิดมาเพื่อให้คนมองเห็น แต่กลับมีอายุในสายตาของเราสั้นกว่าที่คิด

โปรโมชั่นหมด งานจบ แคมเปญเปลี่ยน ป้ายผืนใหญ่ที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยังต้องติดอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดของเมืองก็ถูกปลดลง แล้วพื้นที่เดิมก็มีข้อความใหม่ขึ้นมาแทนอย่างรวดเร็ว

คำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่ทันได้ถามคือ ป้ายเก่าเหล่านั้นไปไหนต่อ

เรื่องของวิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่นและแบรนด์ NUTTA เริ่มต้นจากคำถามประมาณนี้ เมื่อ ‘เก่ง-ณัฐวุฒิ’ หนึ่งในผู้ร่วมริเริ่ม ไปสั่งทำป้ายไวนิลแล้วบังเอิญเห็นป้ายพิมพ์เสียกองอยู่ในร้าน เขาขอป้ายลายคล้ายกราฟฟิตี้กลับมาให้ช่างที่ทำกระเป๋าอยู่แล้วทดลองเย็บเป็นถุง

มันเย็บได้ และใช้งานได้จริง

ฟังจากวันนี้ เรื่องเหมือนควรดำเนินต่ออย่างง่ายดาย แต่คนหนึ่งที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับไอเดียนี้ในทันทีคือ ลี-ณัฐณภา พุทธใจยา ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานวิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่น และเป็นคนสำคัญในการพัฒนา NUTTA

เธอยอมรับตามตรงว่า ในช่วงแรกตัวเองเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้

ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในภาพจำของคนทั่วไป ป้ายไวนิลที่หมดหน้าที่แล้วมักถูกเอาไปบังแดด ปูพื้น คลุมของ หรือใช้เป็นวัสดุชั่วคราว หากเรียกอย่างไม่อ้อมค้อม มันคือของเหลือ แล้วจะเสียเวลาจากงานกระเป๋าที่ทำเป็นอาชีพอยู่แล้ว ไปทำกระเป๋าจากวัสดุที่คนมองว่าเป็นขยะทำไม

ลีและทีมมีพื้นฐานเรื่องกระเป๋ามากกว่า 10 ปี ทั้งกระเป๋าแฟชั่น กระเป๋าผ้า กระเป๋าหนัง ถุงผ้า กระเป๋าลดโลกร้อน และงานตามแบบของลูกค้า พวกเขารู้ว่าการทำกระเป๋าเป็นธุรกิจต้องคิดมากกว่าคำว่า ‘ทำได้’ เพราะท้ายที่สุดยังมีคำถามสำคัญกว่านั้นว่า แล้วใครจะซื้อ

แต่วัตถุชิ้นหนึ่งที่เก่งหยิบกลับมาจากร้านทำป้ายยังไม่จบเรื่องง่าย ๆ ตรงนั้น

เขายังนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากไวนิลติดตัวไปตามงานสัมมนา การประชุม และโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเท่าที่มีโอกาส พร้อมศึกษาความคิดเรื่อง BCG Economy, Circular Economy การลดของเสีย และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งในช่วงเวลานั้นกำลังค่อย ๆ กลายเป็นภาษาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลก

ยิ่งศึกษาก็ยิ่งกลับมาเห็นกองป้ายข้างตัวต่างออกไป

คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “ใครจะซื้อของที่ทำจากขยะ” เป็น “ถ้าวัสดุนี้ยังมีคุณสมบัติใช้งานได้ เหตุใดชีวิตของมันต้องจบลงทันทีหลังโฆษณาหมดอายุ”

วิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่นจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2562 โดยช่วงแรกมีลีและเก่งเป็นแกนหลัก ก่อนค่อย ๆ สร้างเครือข่ายของคนที่ทำให้ไอเดียเล็ก ๆ นี้ขยับจากการทดลองไปสู่ระบบการผลิตจริง 

จากป้ายของห้าง สู่กระเป๋าที่ห้างซื้อกลับ

หนึ่งในพันธมิตรยุคแรกคือแฟรี่พลาซ่า จังหวัดขอนแก่น

โมเดลที่เกิดขึ้นเข้าใจง่าย ห้างมีป้ายที่หมดรอบการใช้งาน วิสาหกิจเข้าไปรับ นำกลับมาคัดและทำความสะอาด ก่อนกระจายไปยังเครือข่ายเพื่อเย็บเป็นกระเป๋า จากนั้นห้างรับซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากป้ายของตัวเองกลับเข้าไปอีกครั้ง

สิ่งที่เคยเป็นภาระในการจัดการจึงถูกเปลี่ยนสถานะเป็นวัตถุดิบ

ในช่วงที่มีคำสั่งซื้อมาก ป้ายจากห้างเคยถูกนำมาผลิตเป็นกระเป๋าได้มากกว่า 1,000 ใบต่อสัปดาห์ บางวันมีการรับหรือส่งงาน 200 – 300 ใบ งานเริ่มถูกกระจายไปยังแม่บ้าน ผู้สูงอายุ คนในชุมชน คนที่ต้องการรายได้เสริม และผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งในบางช่วงผลิตได้ราว 500 ใบต่อสัปดาห์ 

ป้ายหนึ่งผืนจึงผ่านมือคนมากกว่าที่เราคิด

มันเคยผ่านฝ่ายการตลาด โรงพิมพ์ คนติดป้าย คนปลดป้าย ก่อนเดินทางมาหาคนทำความสะอาด คนตัด คนเย็บ และคนขาย สุดท้ายกลับเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในรูปร่างใหม่

กระเป๋าแต่ละใบยังมีหน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะทีมควบคุมไม่ได้ว่าตำแหน่งที่ตัดออกมาจะตรงกับภาพ ตัวอักษร หรือสีส่วนไหนของป้ายเดิม ลูกค้าอาจเลือกโทนได้บ้าง แต่ไม่สามารถขอลายที่เหมือนกันทุกใบ

ความไม่แน่นอนซึ่งเคยเป็นข้อจำกัดของวัสดุ กลับกลายเป็นเสน่ห์โดยธรรมชาติ

แน่นอนว่า ระบบเช่นนี้จะอยู่ได้ก็ต้องมีคนยอมส่งวัตถุดิบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะสำหรับกิจการที่ทำ Upcycling วัตถุดิบไม่ได้เริ่มต้นจากการโทรไปสั่งโรงงานผลิตของใหม่ แต่เริ่มจากการมีใครสักคนยอมมองของที่ตัวเองไม่ได้ใช้แล้วในฐานะ ‘ทรัพยากรของคนอื่น’

ลีจึงพูดถึงผู้สนับสนุนหลายฝ่ายที่ค่อย ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนี้ ทั้งห้าง หน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และคนที่ช่วยส่งต่อวัสดุ หนึ่งในคนที่เธออยากกล่าวขอบคุณเป็นพิเศษคือ คุณบี จาก Plan B ซึ่งช่วยสนับสนุนและส่งป้ายไวนิลที่หมดการใช้งานมาให้กลุ่มอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจอื่น ป้ายเหล่านั้นอาจหมายถึงงานโฆษณาที่จบแล้ว แต่สำหรับ NUTTA มันคือจุดเริ่มต้นของงานอีกชุดหนึ่ง

การสนับสนุนแบบนี้จึงสำคัญกว่าการ ‘บริจาคขยะ’ อยู่พอสมควร เพราะมันทำให้ห่วงโซ่วัตถุดิบเดินต่อได้ และที่สำคัญคือทำให้ของจากอุตสาหกรรมหนึ่งมีโอกาสเดินเข้าสู่อีกอุตสาหกรรมหนึ่งโดยไม่ต้องรีบไปจบที่ปลายทางเดิม

วันที่เมืองไม่มีป้ายใหม่

ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้ดี จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนจังหวะของเมือง

ความย้อนแย้งเกิดขึ้นกับกิจการของลีอย่างประหลาด ธุรกิจที่ถือกำเนิดจากปัญหาป้ายถูกใช้แล้วทิ้ง กลับได้รับผลกระทบเมื่อป้ายแทบไม่มีให้ทิ้ง

ห้างปิด กิจกรรมหยุด งานแสดงสินค้าถูกยกเลิก การโฆษณาลดลง เมื่อไม่มีโปรโมชั่นใหม่ ก็ไม่มีป้ายรอบใหม่ให้เปลี่ยน วัตถุดิบลดลงพร้อมกับยอดสั่งซื้อ และคนในเครือข่ายซึ่งทีมชวนเข้ามาทำงานก็เริ่มไม่มีงานให้ทำ

ทีมพยายามประคองสถานการณ์ด้วยการทำหน้ากากผ้าและจัดเวิร์กช็อปสอนทำหน้ากากที่ศูนย์การค้าต้นตาลในช่วงที่หน้ากากยังขาดตลาด แต่ทุกคนรู้ว่านั่นคือการแก้โจทย์เฉพาะหน้า 

คำถามจริงยังค้างอยู่

หากธุรกิจทั้งธุรกิจยังผูกอยู่กับการเอาป้ายมาทำกระเป๋าอย่างเดียว แล้ววันหนึ่งกระเป๋าขายไม่ได้ หรือป้ายไม่มีให้ใช้ จะเกิดอะไรขึ้น

ช่วงเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่จากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 จังหวัดขอนแก่นลงพื้นที่มาพบผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ลีและเก่งเล่าปัญหาให้ฟัง ก่อนถูกถามกลับว่า ถ้าอย่างนั้นอยากทำอะไรกับไวนิลต่อ

คำตอบของเก่งพากิจการออกไปจากโลกของกระเป๋าไกลพอสมควร

เขาอยากเอา “เส้น” ที่อยู่ในไวนิลออกมา

ถ้าป้ายเคยเกิดจากเส้น เราจะพามันกลับไปเป็นเส้นได้ไหม

เวลาไวนิลถูกตัด จะเห็นว่าภายในไม่ได้มีเพียงเนื้อพลาสติกเรียบ ๆ แต่มีโครงสร้างเส้นใยช่วยเพิ่มความแข็งแรง

เก่งจึงคิดย้อนกระบวนการว่า ก่อนวัสดุชิ้นนี้จะกลายเป็นป้าย มันย่อมเคยผ่านการสร้างโครงเส้นแล้วจึงเคลือบเป็นแผ่น ถ้าอย่างนั้น หลังหมดอายุการใช้งาน เราจะย้อนมันกลับไปหา ‘เส้น’ อีกครั้งได้หรือไม่

แนวคิดแรกคือพยายามแยกโครงสร้างเส้นใยออกมาจากเนื้อวัสดุ เพื่อนำกลับไปพัฒนาเป็นเส้นด้ายหรือวัสดุสิ่งทอ แต่ระยะเวลาทดลองในโครงการมีจำกัด การวิจัยไปถึงขั้นแยกเส้นใยอย่างสมบูรณ์จึงยังไม่ทัน

ทีมเลยเลือกคำตอบที่ตรงกว่านั้น

ถ้าเอาเส้นเดิมข้างในออกมาไม่ได้ ก็ซอยป้ายทั้งผืนให้กลายเป็นเส้นเสียเลย

ความคิดนี้มาบรรจบกับบริบทของขอนแก่นพอดี เมืองที่มีองค์ความรู้เรื่องไหมและการทอผ้าฝังตัวอยู่ในหลายชุมชน ทีมออกงานด้านผ้ามาหลายครั้งและเห็นงานของช่างทออยู่เสมอ ขณะที่ของที่ตัวเองทำในเวลานั้นยังเป็นกระเป๋า

จึงเกิดคำถามอีกครั้งว่า ถ้าวัตถุดิบของพวกเขากลายเป็น ‘ผ้า’ ได้ล่ะ

การทดลองครั้งต่อมาจึงพาวัสดุที่เป็นภาพแทนของเมืองสมัยใหม่—ป้ายโฆษณาที่พิมพ์ด้วยเครื่องขนาดใหญ่และมีอายุไม่กี่สัปดาห์-ไปพบกับเครื่องมือที่อยู่กับชุมชนไทยมาหลายชั่วอายุคน

กี่ทอผ้า

ผ้าผืนแรกจากป้ายโฆษณาเบียร์

วัตถุดิบของผ้าทอไวนิลผืนแรกเป็นป้ายโฆษณาเบียร์ลีโอที่มีคนนำมามอบให้ หลังได้ยินว่าวิสาหกิจกำลังทดลองหาวิธีใช้ป้ายเก่าให้เกิดประโยชน์

ตอนนั้นทีมยังไม่มีเครื่องย่อย

อุปกรณ์สำคัญจึงมีเพียงคัตเตอร์ ไม้บรรทัด พื้นวางป้าย และมือของคนที่ค่อย ๆ กรีดทีละเส้น

งานฟังดูง่ายจนกว่าจะลงมือจริง เพราะเส้นที่ใช้ทอต้องมีขนาดใกล้เคียงกัน ถ้าช่วงหนึ่งหนา อีกช่วงบาง เนื้อผ้าก็เปลี่ยนทันที ลีเคยทดลองให้คนอื่นช่วยตัด แต่ก็พบว่าน้ำหนักมือและความละเอียดของแต่ละคนต่างกัน

ไวนิลเพียง 1 กิโลกรัมใช้เวลาซอยด้วยมือได้ประมาณ 1 วัน 

เส้นจากป้ายชุดนั้นถูกนำไปทอร่วมกับไหมอีรี่ มีเส้นสีส้มของไหมแทรกอยู่ในผืน สิ่งที่ออกมาทำให้ทีมเห็นเป็นครั้งแรกว่า ป้ายไม่ได้จำเป็นต้องพยายามปลอมตัวให้ดูเหมือนวัสดุใหม่เลย

ตัวหนังสือที่เคยถูกสร้างเพื่อให้คนอ่านจากระยะไกล เมื่อถูกซอยกลับกลายเป็น Texture สีจากงานพิมพ์กลายเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในผ้า และตำหนิหรือความไม่สม่ำเสมอของวัสดุเดิมกลับทำให้ผืนใหม่มีบุคลิกของตัวเอง

ทีมเอาผ้าผืนแรกไปทำกระเป๋าตัวอย่าง 2 ใบ

สองใบนี้ไม่ได้มีความหมายตรงยอดขาย แต่อยู่ตรงการยืนยันว่า ไอเดียที่เคยฟังคล้ายงานทดลองสามารถกลายเป็นของจริงได้

จากนั้นก็มีปัญหาใหม่ทันที

หากยังต้องเสียทั้งวันกับไวนิลเพียงหนึ่งกิโล ผ้าทอชนิดนี้อาจทำเป็น Prototype ได้ แต่ไม่มีทางผลิตในระดับที่ธุรกิจต้องการ

เครื่องหนึ่งเครื่องที่คืนเวลาให้ทั้งระบบ

ปัญหาการกรีดเส้นถูกนำไปคุยกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และนักศึกษาที่เข้ามารับโจทย์จากปัญหาจริงของผู้ประกอบการ

สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการไม่ได้เริ่มด้วยการบอกว่าอยากได้เครื่องหน้าตาอย่างไร แต่เริ่มด้วยการบอกว่ากระบวนการไหนกำลังทำให้ธุรกิจช้า เส้นที่ต้องการกว้างแค่ไหน วัสดุเป็นอย่างไร และอะไรคือข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำ

นักศึกษาจึงออกแบบเครื่องจากโจทย์เหล่านั้น จนเกิดเป็นเครื่องย่อยไวนิลที่ช่วยลดเวลาจากประมาณ 1 วันต่อ 1 กิโลกรัม เหลือราว 30 นาที 

ตัวเลขดังกล่าวอธิบายความสำคัญของเครื่องได้ชัดที่สุด

เมื่อเวลาไม่ต้องหมดไปกับการกรีด ทีมก็มีพื้นที่ทดลองเรื่องอื่น ตั้งแต่ความนุ่มของผ้า ความสม่ำเสมอของเส้น ไปจนถึงการนำวัสดุหลากชนิดเข้ามาผสม

ภายหลังเกิดโจทย์ใหม่เรื่องการตัดเย็บ เพราะผ้าทอไวนิลมี PVC แทรกอยู่ การอัดผ้ากาวด้วยความร้อนแบบผ้าปกติทำไม่ได้เต็มที่ ทีมจึงร่วมกับเครือข่ายเดิมพัฒนาเครื่องต้นแบบสำหรับอัดผ้ากาว โดยต้องทดลองทั้งอุณหภูมิ แรงกด และระยะเวลาเพื่อไม่ให้พลาสติกเสียรูป 

ถ้ามองเฉพาะเครื่องจักร เราอาจเรียกสิ่งเหล่านี้ว่านวัตกรรมได้โดยไม่ต้องคิดมาก

แต่เรื่องของ NUTTA น่าสนใจกว่านั้น เพราะเครื่องจักรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ

ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในบ้านของช่างทอ

“มันสวยแม่ แม่ลองทอให้หนูก่อน”

ชุมชนสาวัตถี อำเภอเมืองขอนแก่น เคยมีคนทอผ้าอยู่หลายบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป กี่จำนวนหนึ่งถูกเก็บ ไม่ใช่เพราะเจ้าของทอไม่เป็น หากเพราะไม่มีตลาด งานใช้เวลามาก รายได้ไม่แน่นอน และคนรุ่นใหม่ไม่ได้เข้ามาสืบต่ออย่างจริงจัง

ลีจึงไม่ได้เดินเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมโจทย์ง่าย ๆ

เธอกำลังขอให้คนที่ทอผ้ามาเป็นสิบ ๆ ปี เลิกใช้ความคุ้นเคยชั่วคราว แล้วทดลองเอาเส้นพลาสติกจากป้ายโฆษณาขึ้นกี่

ช่างหลายคนตั้งคำถามตามธรรมชาติ

มันคืออะไร

ทอได้หรือ

สวยตรงไหน

แล้วใครจะซื้อ


หนึ่งในคนที่ยอมลองคือ แม่ยศ

ลีจำประโยคที่ตัวเองใช้เกลี้ยกล่อมแม่ ๆ ในชุมชนได้ดี

“มันสวยแม่ มันสวยสำหรับยุคนี้ แม่อาจยังไม่เข้าใจไม่เป็นไร แม่ลองทอให้หนูก่อน”

ประโยคนี้น่าสนใจ เพราะคนที่พูดเองก็เคยเป็นคนที่ไม่เชื่อไอเดียป้ายไวนิลมาก่อน

วันหนึ่งเธอเคยต้องถูกชวนให้เปิดใจ

อีกวันหนึ่งเธอกลายเป็นคนชวนคนอื่นให้เปิดใจต่อ

แม่ยศเริ่มทอผ้าตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี ผ่านทั้งผ้าซิ่น ผ้าไหม ผ้าขาวม้า โสร่ง และงานประยุกต์ แต่การทอเส้นไวนิลคือการเรียนรู้ภาษาอีกแบบ มีทั้งผืนที่ได้ผล ผืนที่ต้องแก้ และผืนที่กลายเป็นต้นทุนของการทดลอง

ทว่าแม่ยศเป็นคนที่ลีบอกว่า “ปักหลัก” อยู่กับทีม

จากคนที่รับโจทย์แปลก ๆ มาลองทำ เธอค่อย ๆ กลายเป็นคนที่ถามกลับเองว่า มีงานอะไรใหม่มาให้ทออีกไหม 

เมื่อช่างคนอื่นเห็นแม่ยศมีงาน เห็นหน่วยงานเข้ามาดู เห็นสินค้าถูกพาออกงาน และเห็นว่าผ้าที่ดูประหลาดในตอนแรกมีคนสนใจ คำถามในหมู่บ้านก็เปลี่ยนไป

กี่ที่บ้านยังมีอยู่ รับงานได้ไหม

ถ้าไม่เคยทอแบบนี้ แม่ยศช่วยสอนได้ไหม

จากงานที่เกิดขึ้นเพราะอยากช่วยยืดอายุของป้ายไวนิล สุดท้ายกลับไปช่วยต่ออายุของทักษะอีกอย่างหนึ่งด้วย

ทักษะที่อยู่ในมือคน

หนึ่งม้วนใช้เวลาประมาณ 15 วัน

การดูผ้าสำเร็จอาจทำให้เราเข้าใจผิดว่างานส่วนใหญ่เกิดขึ้นตอนพุ่งกระสวย แต่ความจริง ก่อนช่างจะเริ่มทอ ยังต้องจัดเส้น สืบหรือค้นเส้น สอดเข้าในฟืม จัดเครือ ขึงให้ได้ความตึง และตรวจไม่ให้พันกัน ขั้นตอนเตรียมเหล่านี้กินเวลาราว 3 วัน

จากการลงพื้นที่ ผ้าความยาวราว 6 เมตรใช้เวลาทอจริงประมาณ 2 วัน เมื่อรวมการเตรียมจึงเป็นประมาณ 5 วัน

สำหรับผ้าหนึ่งม้วนยาวราว 20 เมตร หากนับตั้งแต่ย่อยวัสดุ เตรียมเส้น ขึ้นเครือ ทอ และตรวจงาน กระบวนการรวมอยู่ที่ประมาณ 15 วัน 

ความช้านี้ไม่ได้เป็นข้อบกพร่องของงานเสมอไป

มันคือสิ่งที่ทำให้ผ้าแต่ละผืนมีร่องรอยของคนทำอยู่จริง

เมื่อเราได้ลองนั่งหน้ากี่ จะพบว่างานนี้ต้องใช้ทั้งมือ เท้า สายตา และการนับจังหวะพร้อมกัน ลายบางชุดต้องทำซ้ำประมาณ 12 ครั้ง หากเหยียบผิดหรือจำลำดับคลาดเคลื่อน ความผิดนั้นจะปรากฏอยู่บนผืนทันที 

ช่างจึงไม่ได้แค่ “ทอผ้า”

เธอกำลังควบคุมความสัมพันธ์ของเส้นจำนวนมากไม่ให้หลุดจากกันตลอดหลายเมตร

และสำหรับ NUTTA เส้นบางส่วนตรงหน้าก็ไม่ใช่ด้ายธรรมดา แต่เคยเป็นป้ายขนาดใหญ่กลางเมืองมาก่อน

เมื่อป้ายไม่จำเป็นต้องเจอแค่ป้าย

หลังจากทดลองมาระยะหนึ่ง ทีมเริ่มเห็นว่าอนาคตของวัสดุไม่ได้อยู่ที่การทำ “ผ้าไวนิล 100 เปอร์เซ็นต์” ให้สุดทาง

บางผืนใช้ไวนิลประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วใช้ฝ้ายหรือคอตตอนอีกครึ่งหนึ่ง บางชิ้นใช้ไหมอีรี่ บางครั้งเป็นผ้าขาวม้าเก่า ซองกาแฟ หรือวัสดุเหลือจากแบรนด์อื่น

ความคิดจึงค่อย ๆ ขยับจาก “จะทำอะไรกับป้าย” ไปเป็น “มีอะไรอีกบ้างที่ถูกเรียกว่าของเหลือ ทั้งที่คุณสมบัติยังไม่หมด”

มีกรณีที่ลูกค้านำผ้าขาวม้าเก่ามาให้ เพราะไม่อยากได้ผลิตภัณฑ์หน้าตาเหมือนผ้าขาวม้าแบบเดิม ทีมจึงนำไปย่อยแล้วสร้างใหม่ด้วยเทคนิคต่าง ๆ บางส่วนสอดเข้าในผืน บางส่วนใช้วิธีทอให้เกิดมิติ

มีรองเท้าที่ผสมผ้าทอเข้ากับซองกาแฟสีทอง

มีพวงกุญแจจากหูกระป๋อง

วัสดุจึงไม่จำเป็นต้องถูกแบ่งว่าอันนี้เป็นของอุตสาหกรรมแฟชั่น อันนั้นเป็นของอุตสาหกรรมโฆษณา หรืออีกอย่างเป็นบรรจุภัณฑ์

ทันทีที่ทุกอย่างถูกมองผ่านคุณสมบัติ มากกว่าหน้าที่เดิม ประตูการออกแบบก็เปิดกว้างขึ้น

จุดนี้ทำให้ NUTTA ขยับจากแบรนด์ที่ “ทำของจากขยะ” ไปใกล้บทบาทของผู้ทดลองวัสดุมากขึ้นเรื่อย ๆ

องค์กรอาจมีของเหลือของตัวเอง

ส่งมาให้ทีมดู

แล้วบทสนทนาใหม่จึงเริ่มขึ้นว่า มันจะตัด ย่อย สอด ทอ หรือไปเจอกับอะไรได้อีก

ผ้าที่ต้องออกจากม้วนไปใช้ชีวิตจริง

ตอนแรกทีมตั้งใจขาย NUTTA เป็นผ้าผืน

เหตุผลง่ายมาก พวกเขารู้จักการทำผ้า ก็ทำผ้าให้ดีที่สุด แล้วให้ดีไซเนอร์ สถาปนิก หรือผู้ผลิตรายอื่นนำไปออกแบบต่อ

แต่คำแนะนำจากโครงการ OTOP Premium ทำให้ทีมเห็นจุดบอด

ต่อให้ผ้าสวยแค่ไหน หากคนเดินผ่านบูธแล้วถามว่า “แล้วเอาไปทำอะไร” การขายผ้าอย่างเดียวอาจทำให้ความเป็นไปได้ของมันหยุดอยู่ตรงหน้าคนดู

ทีมจึงเริ่มพัฒนาสินค้าสำเร็จรูป ตั้งแต่แจ็กเก็ต รองเท้า กระเป๋า ไปจนถึงของตกแต่ง

แจ็กเก็ตกลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความสนใจ ราคาประมาณ 3,500 บาท มีทั้งพร้อมขายและพรีออร์เดอร์ ส่วนรองเท้าราคาราว 2,500 บาทต่อคู่เกิดจากการเชื่อมกับกลุ่ม OTOP ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำรองเท้าอยู่แล้ว

นี่เป็นวิธีทำงานอีกแบบที่พบได้ตลอดเรื่องของ NUTTA

ไม่ต้องสร้างทุกความสามารถไว้ในบ้านตัวเอง

ใครเก่งอะไร ก็พยายามเอาความเก่งนั้นมาต่อกัน

ผ้าทอเองขายปลีกประมาณเมตรละ 1,000 บาท หรือเฉลี่ย 800 บาทต่อเมตรเมื่อซื้อยกม้วน 20 เมตร ขณะที่รายได้รวมจากผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงเวลาสัมภาษณ์อยู่ประมาณ 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน 

ตัวเลขนี้อาจไม่ได้ทำให้ใครร้องว้าวในแบบธุรกิจพันล้าน

แต่หากตามเส้นทางของเงินกลับไป จะพบว่ามูลค่าของงานไม่ได้หยุดที่บัญชีวิสาหกิจ มีคนเย็บ คนทอ คนทำรองเท้า คนในชุมชน และเครือข่ายอื่นได้รับงานต่อจากสิ่งเดียวกัน

ผ้าหนึ่งผืนจึงเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กที่มีคนหลายคนอยู่ข้างใน

นวัตกรรมบางอย่างไม่มีปุ่มเปิด-ปิด

หากถามว่านวัตกรรมของ NUTTA คืออะไร คำตอบง่ายที่สุดคงเป็นเครื่องย่อยที่ลดเวลาจากหนึ่งวันเหลือครึ่งชั่วโมง หรือเครื่องอัดผ้ากาวต้นแบบที่กำลังถูกพัฒนาให้เหมาะกับวัสดุพิเศษ

แต่ถ้ามองทั้งระบบ นวัตกรรมของที่นี่ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนเครื่องจักรเสมอไป

การทำให้ห้างส่งวัสดุที่ไม่ใช้แล้วมาให้ และเอาผลิตภัณฑ์ใหม่กลับไปใช้ คือการออกแบบวงจรธุรกิจใหม่

การพาป้ายไปเจอกี่ คือการออกแบบวัสดุใหม่

การพาแม่ยศกับช่างทอมาเจอกับโจทย์ของเมือง คือการออกแบบความสัมพันธ์ใหม่

การทำให้นักศึกษาใช้ความรู้วิศวกรรมกับปัญหาจริง คือการออกแบบวิธีเรียนรู้ใหม่

หรือแม้แต่การที่ Plan B ส่งต่อป้ายไวนิลที่หมดหน้าที่จากพื้นที่สื่อมาเป็นวัตถุดิบอย่างสม่ำเสมอ ก็ทำให้เห็นว่า Circular Economy จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ด้วยแบรนด์ Upcycling ฝ่ายเดียว เพราะวงกลมจะครบได้ก็ต่อเมื่อคนต้นทางยอมส่งของที่หมดคุณค่าสำหรับตัวเอง ไปให้คนอีกฝั่งที่มองเห็นคุณค่าแบบอื่น

นวัตกรรมของ NUTTA จึงอยู่ตรง “การเชื่อม” พอ ๆ กับ “การสร้าง”

จากผ้าทอหนึ่งผืน สู่โจทย์ว่าจะพาธุรกิจโตอย่างไร

วิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่นและ NUTTA ยังพยายามพาตัวเองเข้าไปหาเวทีใหม่ ๆ อยู่เสมอ ตั้งแต่งานประกวด งานหัตถกรรม โครงการ OTOP ไปจนถึงโครงการด้านนวัตกรรม และหนึ่งในโครงการที่กิจการผ่านการพัฒนาคือ นิลมังกร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA 

โจทย์ในช่วงนี้ไม่ได้ย้อนกลับไปถามว่า “ไวนิลทอเป็นผ้าได้ไหม” อีกแล้ว เพราะคำตอบนั้นมีผ้าแขวนอยู่ตรงหน้า

คำถามกลายเป็น ถ้ามีของที่ดีแล้ว จะเล่าให้ตลาดเข้าใจอย่างไร

แบรนด์ควรมีหน้าตาแบบไหน

อะไรคือผลิตภัณฑ์หลัก

เวลาออกบูธควรเอาทุกอย่างไปแขวนเต็มพื้นที่ หรือควรเลือกเล่าเรื่องเดียวให้คนจำ

ภาพสินค้า Lookbook สื่อออนไลน์ และ Storytelling ควรช่วยให้คนมองเห็นอะไรในผืนผ้า

และถ้าวันหนึ่ง NUTTA จะขยับจากงานคราฟต์ชุมชนไปสู่ตลาดดีไซน์ที่ใหญ่ขึ้น จะโตอย่างไรโดยไม่ทำให้คนที่อยู่หลังผืนผ้าหายออกจากเรื่อง

นี่ทำให้การสนับสนุนนวัตกรรมมีความหมายกว้างกว่าการสนับสนุนเทคโนโลยี

นวัตกรรมหนึ่งชิ้นอาจเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้ามันไม่มีภาษาที่ตลาดเข้าใจ ก็อาจยังเดินไปได้ไม่ไกล

บทบาทของพื้นที่พัฒนาผู้ประกอบการจึงอยู่ตรงการช่วยให้ผู้สร้างกลับมามองสิ่งที่ตัวเองทำจากมุมของคนนอก แล้วตอบให้ได้ว่า ในสิ่งซับซ้อนทั้งหมดนั้น อะไรคือคุณค่าที่ควรเล่าให้ชัดที่สุด

สำหรับ NUTTA คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คำว่า Recycle หรือ Upcycle เพียงคำเดียว

เพราะถ้าเรามองแจ็กเก็ตหนึ่งตัวโดยไม่รู้ที่มา มันก็คือแจ็กเก็ต

แต่เมื่อรู้ว่าสีบางส่วนเคยอยู่บนป้ายกลางเมือง รู้ว่าป้ายเหล่านั้นถูกส่งต่อจากองค์กรและคนอย่างคุณบี Plan B ที่ช่วยกันเก็บวัสดุไว้ไม่ให้จบชีวิตเร็วเกินไป รู้ว่าเส้นถูกย่อยด้วยเครื่องที่เกิดจากโจทย์จริงของผู้ประกอบการ และรู้ว่ามันผ่านมือแม่ยศบนกี่ในขอนแก่น

ของชิ้นเดิมก็ถูกมองไม่เหมือนเดิม

ผ้าที่รอเจ้าของ

ในบรรดาผ้าที่ทีมพาเราไปดู มีผ้าลายเกล็ดเต่าหลงผืนหนึ่งถูกเก็บไว้นานราว 3 ปี

ลีพูดถึงมันในทำนองว่าเป็น “ผ้าที่รอเจ้าของ”

คำพูดธรรมดานี้เหมือนจะหมายถึงของที่ยังขายไม่ออก แต่เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดมาแล้ว มันกลับอธิบาย NUTTA ได้ดีอย่างประหลาด

ป้ายไวนิลจำนวนมากก็เคยรอเจ้าของชีวิตที่สองเหมือนกัน

กี่ในบ้านบางหลังก็รอว่าจะมีใครเอางานใหม่เข้ามาหรือไม่

ความรู้ของช่างสูงวัยก็รอว่ายังมีใครต้องการอยู่หรือเปล่า

แม้แต่ลีเอง จากคนที่เคยมองป้ายไวนิลแล้วคิดว่าทำไปใครจะซื้อ ก็ต้องใช้เวลาจนเห็นว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่กระเป๋าแปลก ๆ หนึ่งใบ แต่เป็นจุดตั้งต้นของระบบที่เชื่อมผู้คนได้หลายกลุ่ม

วันนี้ NUTTA ยังมีโจทย์อีกมาก ตั้งแต่การขยายหน้ากว้างผ้าจากราว 1 เมตรไปสู่ 1.5 เมตร การพัฒนาเครื่องมือ การวางระบบแบรนด์ ไปจนถึงการหาคำตอบว่า ผ้าชนิดนี้ควรเดินทางไปอยู่ในแฟชั่น โรงแรม บ้าน ร้านอาหาร หรือพื้นที่แบบใดต่อไป 

ลีอยากให้ผ้าเดินทางออกไปไกลขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ อยากให้คนเห็นว่างาน Upcycling
ไม่จำเป็นต้องหน้าตาเหมือนของราคาถูก และอยากให้การทอผ้ามีภาพใหม่ในสายตาคนรุ่นถัดไป

เราเลยกลับไปนึกถึงประโยคที่เธอใช้พูดกับแม่ยศ ในวันที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเส้นแปลก ๆ บนกี่จะออกมาเป็นผ้าแบบไหน

“มันสวยแม่ มันสวยสำหรับยุคนี้ แม่อาจยังไม่เข้าใจไม่เป็นไร แม่ลองทอให้หนูก่อน”

บางที NUTTA ก็เติบโตมาด้วยวิธีนี้มาตลอด

ไม่ได้รู้คำตอบทั้งหมดตั้งแต่แรก

เพียงมีใครคนหนึ่งลองหยิบของที่ถูกปลดลงมาเก็บไว้ มีอีกคนส่งต่อให้ มีอีกคนยอมตัด มีคนช่วยทำเครื่อง และมีช่างคนหนึ่งยอมพุ่งกระสวยผ่านมันเป็นครั้งแรก

หนึ่งเส้นต่อหนึ่งเส้น

จนของที่เคยหมดหน้าที่ กลับมีเรื่องใหม่ให้ทำอีกครั้ง.

NUTTA
วิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่น
ผู้ให้สัมภาษณ์ : ณัฐณภา พุทธใจยา (ลี)

Facebook : วิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่น
Instagram : thung_setthi_khonkaen.official
TikTok : วิสาหกิจทุ่งเศรษฐีขอนแก่น
โทร. 084-093-5133
ที่อยู่ 227/73-74 หมู่ 6 ถนนประชาสโมสร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000 

บทความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถต่อยอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย “นิลมังกร” ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม