
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมผลกระทบ
นายอนุทิน กล่าวว่า การใช้ พ.ร.ก.กู้เงินเป็นเพราะเครื่องมือทางการคลังปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ขณะที่งบประมาณเพิ่มเติมและวงเงินกู้ที่เหลือไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นในช่วงเวลานี้ได้
สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน
รัฐบาลกำหนดเป้าหมายรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ ลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้านพลังงาน
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังบริหารจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าการดำเนินการยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70
การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรองตามหลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together การขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือรับมือวิกฤตพลังงานและลดความเปราะบางในระยะยาว
#อนุทินชาญวีรกูล #รัฐบาลไทย #พรรคภูมิใจไทย #กระทรวงการคลัง #วิกฤตพลังงาน #เปลี่ยนผ่านพลังงาน #เศรษฐกิจไทย #TheNewsroom
