
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทย หลัง สศช. รายงาน GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 2.8% ในไตรมาสแรก แต่ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี และขยายตัวในระดับ 2 หลักต่อเนื่อง
นายเอกนิติระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงาน โดยเงินเฟ้อไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 2.7% จากติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรก ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% จึงจำเป็นต้องมีมาตรการประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพประชาชน
อีกโจทย์สำคัญคือการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลราว 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลจึงเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก
“พระเอก” คือการลงทุนภาคเอกชน
นายเอกนิติชี้ว่า การลงทุนเอกชนที่ขยายตัว 13.4% เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ช่วยให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงกว่า 2.55 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 โดยเฉพาะอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และการแปรรูปเกษตร
ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัว 12.5% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่
นายเอกนิติมองว่า ไทยกำลังเข้าสู่ “New Economy” และมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของโลก โจทย์สำคัญคือการดึงการลงทุนเหล่านี้ให้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง
แม้ GDP ไตรมาส 2 ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่การลงทุนเอกชนที่ขยายตัวแรงถือเป็นสัญญาณว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เริ่มติด และรัฐบาลต้องเร่งประคองเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อให้ไทยกลับมาเติบโตเต็มศักยภาพ
#เอกนิติ #กระทรวงการคลัง #เศรษฐกิจไทย #GDP #การลงทุนภาคเอกชน #NewEconomy #BOI #ThailandFastPass #AI #พลังงานสะอาด #GlobalSupplyChain #อุตสาหกรรมไทย #TheNewsroom
