
บางครั้งการตัดสินใจเดินทางก็ไม่ได้เริ่มต้นที่สนามบิน
แต่มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเปิดโทรศัพท์ เสิร์ชหาตั๋ว ดูโรงแรม เลื่อนดูรูปอาหาร หรือบังเอิญเจอเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนหน้าจอแล้วคิดขึ้นมาว่า
“ที่นี่ก็น่าไปนะ”
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวในวันนี้ จึงไม่สามารถคิดเพียงเรื่องการโปรโมต Destination ได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดตั้งแต่ จะพาคนมาอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเดินทางของเขาตั้งแต่ต้น
ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเดินเกมตลาดอินโดนีเซียด้วยการจับมือพร้อมกันสองด้าน ทั้ง TransNusa Airlines สายการบินของอินโดนีเซีย และ Traveloka แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการลงนามความร่วมมือที่กรุงจาการ์ตา โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน
มองเผิน ๆ นี่คือ MOU อีกสองฉบับ
แต่มองอีกมุม มันคือการต่อ “เส้นทาง” สองชนิดเข้าหากัน
เส้นทางแรกคือ Physical Connectivity
ทำอย่างไรให้คนอินโดนีเซียเดินทางมาไทยง่ายขึ้น มีเที่ยวบิน มีเส้นทาง และมีทางเลือกมากขึ้น
อีกเส้นทางคือ Digital Connectivity
ทำอย่างไรให้ประเทศไทยปรากฏอยู่ตรงหน้าคนที่กำลังค้นหาวันหยุดครั้งต่อไปของตัวเอง ถูกที่ ถูกเวลา และตรงกับสิ่งที่เขาอยากได้จริง ๆ
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองตลาดอินโดนีเซียว่าเป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพ ด้วยทั้งความใกล้ทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม และความต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ททท. ไม่ได้เลือก Partner แบบใดแบบหนึ่ง แต่กำลังเอา Airline + Travel Platform + Market Insight มาวางอยู่ในสมการเดียวกัน ภายใต้แนวทาง Partnership 360
เพราะสุดท้ายแล้ว การตลาดท่องเที่ยวที่ดีอาจไม่ใช่การตะโกนดังที่สุดว่า “มาเที่ยวไทยกันเถอะ”
แต่คือการทำให้ตั้งแต่วินาทีที่ใครสักคนเริ่มคิดถึงการเดินทาง ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทั้ง น่าสนใจและไปถึงได้ง่าย
ในฝั่ง TransNusa ความร่วมมือจะมุ่งไปที่การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว การทำตลาดร่วมกัน และการเพิ่มความแข็งแรงของเส้นทางระหว่างอินโดนีเซียกับไทย โดยเฉพาะ Jakarta–Bangkok และ Bali–Phuket พร้อมเชื่อมกับแคมเปญ Feel All the Feelings – Visit Thailand, Feel Every Emotion ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขาย คอนเทนต์ดิจิทัล Travel Fair Workshop และ Familiarisation Trip
ส่วน Traveloka คืออีกชิ้นส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน
เพราะในโลกที่นักเดินทางจำนวนมากจัดการแทบทุกอย่างผ่านโทรศัพท์ ตั้งแต่แรงบันดาลใจ การค้นหา เปรียบเทียบ จอง ไปจนถึงจ่ายเงิน แพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียง “ร้านขายตั๋วออนไลน์” อีกแล้ว
แต่มันคือพื้นที่ที่สามารถมองเห็น Travel Intent ของผู้คนได้แทบจะ Real Time
ความร่วมมือกับ Traveloka จึงครอบคลุมทั้งการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อโปรโมตเมืองและประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย การแลกเปลี่ยน Consumer Insight เพื่อนำมาพัฒนาการตลาดให้แม่นยำขึ้น รวมถึงการสื่อสารเรื่อง Responsible Tourism ความปลอดภัย และข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง
ทั้งหมดนี้ยังโยงเข้ากับแนวคิด Healing is the New Luxury ที่ ททท. กำลังผลักดัน
คำว่า Luxury ในที่นี้จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงโรงแรมแพงที่สุด หรือร้านอาหารที่จองยากที่สุดเสมอไป
แต่อาจหมายถึงการได้กินอาหารที่เราชอบ
การมีเวลาเดินช้า ๆ ในเมืองหนึ่ง
การไปทะเล
เข้าสปา
เรียนรู้ชุมชน
หรือได้กลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าชีวิตเบาขึ้นนิดหนึ่ง
และนี่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยมีของอยู่เต็มมือ
ตัวเลขตั้งแต่ 1 มกราคม–31 กรกฎาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียเดินทางเข้าไทยแล้ว 376,337 คน พำนักเฉลี่ยประมาณ 6 คืน โดยสิ่งที่พวกเขาสนใจมีตั้งแต่อาหารไทย แหล่งประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวชุมชน Wellness ไปจนถึงทะเล ขณะที่ ททท. ตั้งเป้าตลาดอินโดนีเซียตลอดปี 2569 ไว้ที่ 890,000 คน
ตัวเลขจึงสำคัญ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “วิธีคิด” ที่อยู่ข้างหลังตัวเลขนั้น
เพราะการท่องเที่ยวไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากการรอนักท่องเที่ยวให้เดินเข้ามาหาเรา ไปสู่การออกแบบ Ecosystem ที่เชื่อมตั้งแต่ แรงบันดาลใจบนหน้าจอ การจอง การเดินทางด้วยเครื่องบิน ไปจนถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
หนึ่ง Partner พาคนมาถึงประเทศไทย
อีกหนึ่ง Partner ทำให้ประเทศไทยไปถึงคนก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน
และเมื่อสองเส้นทางนี้มาต่อกันได้ดี
คำว่า Amazing Thailand ก็ไม่ได้เริ่มต้นตอนเครื่องบินแตะรันเวย์อีกต่อไป
แต่อาจเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีที่ใครสักคนในจาการ์ตาเปิดโทรศัพท์ แล้วกดคำว่า
“Thailand”
นักวิชาการอิสระ
อลิษา ปิยานนท์
#ททท #AmazingThailand #Partnership360 #Traveloka #TransNusa #Indonesia #ท่องเที่ยวไทย #เศรษฐกิจท่องเที่ยว #HealingIsTheNewLuxury #ข่าวท่องเที่ยว
