“สิงคโปร์กำลังเผชิญพายุใหญ่”

“สิงคโปร์กำลังเผชิญพายุใหญ่”

ลอว์เรนซ์ หว่อง เตือนแรงงานรับมือวิกฤตโลก ย้ำ AI เปลี่ยนงาน แต่รัฐจะไม่ทิ้งคนทำงานไว้ข้างหลัง

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวสุนทรพจน์ในงาน May Day Rally 2026 พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่ “พายุลูกใหม่” ที่รุนแรงกว่าเดิม ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และระเบียบโลกที่แตกเป็นขั้วมากขึ้น โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ที่ D’Marquee, Downtown East และมีผู้นำสหภาพ แรงงาน และพันธมิตรไตรภาคีเข้าร่วมกว่า 1,600 คน 

หว่องเริ่มต้นด้วยการย้ำว่า ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์เคยเผชิญ “พายุ” จากความไม่แน่นอนของโลกมาแล้ว แต่ประเทศสามารถผ่านสถานการณ์ดังกล่าวได้ เพราะรัฐบาล ภาคธุรกิจ และแรงงานยืนอยู่ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า “พายุลูกแรกยังไม่ผ่านพ้นไปทั้งหมด” และขณะนี้ “พายุอีกลูกหนึ่งกำลังมาถึง” ซึ่งรุนแรงกว่าเดิม 

ประเด็นแรกที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความสำคัญคือ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเขาระบุว่า แม้ในอนาคตช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง โลกก็ไม่ควรคาดหวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติในทันที เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและท่าเรือได้รับความเสียหาย เส้นทางเดินเรือต้องได้รับการเคลียร์ และความเชื่อมั่นของตลาดต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว 

สำหรับสิงคโปร์ วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะประเทศพึ่งพาการค้า พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง หว่องเตือนว่า แรงกดดันจากการขาดแคลนพลังงานและสินค้าจำเป็นอาจลุกลามไปสู่เงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และภาระของครัวเรือน โดยเขายอมรับตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ในปีนี้จะชะลอตัวลง และเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 

ประเด็นที่สองคือ แรงสั่นสะเทือนจาก AI ต่อโลกการทำงาน หว่องระบุว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นเทคโนโลยีที่จะ “รื้อและจัดรูปใหม่” ให้กับอุตสาหกรรมจำนวนมาก เขายกตัวอย่างว่า AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และ AI agents กำลังทำให้งานที่เคยต้องใช้ทั้งทีม สามารถถูกจัดการได้โดยคนจำนวนน้อยลง 

เขายอมรับว่า ความกังวลของแรงงานเป็นเรื่องจริง เพราะงานบางประเภทจะเปลี่ยนไป บางตำแหน่งอาจหายไป และจังหวะการเปลี่ยนแปลงจะเร็วกว่าอดีต แต่ในจุดนี้ หว่องให้คำมั่นสำคัญว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถปกป้อง “ทุกตำแหน่งงาน” ได้ แต่จะปกป้อง “คนทำงานทุกคน” เพราะในสิงคโปร์ คนทำงานทุกคนมีความหมาย 

รัฐบาลสิงคโปร์จึงเตรียมเสริมระบบช่วยเหลือแรงงานผ่านการรวมหน่วยงานด้านทักษะและการจับคู่งานเข้าด้วยกัน เป็น Skills and Workforce Development Agency พร้อมยกระดับ SkillsFuture และระบบสนับสนุนผู้หางาน เพื่อให้แรงงานเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้ AI ได้จริง และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงเปลี่ยนผ่าน 

ประเด็นที่สามคือ โลกที่แตกเป็นขั้วมากขึ้น หว่องเตือนว่า โลกปัจจุบันไม่ใช่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ราบรื่นอีกต่อไป แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว สำหรับประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีพื้นที่ความผิดพลาดน้อย ความสามัคคีภายในประเทศจึงกลายเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด

ช่วงท้ายของสุนทรพจน์กลายเป็นช่วงที่ถูกจับตา เมื่อหว่องกล่าวถึงชาวสิงคโปร์ที่ติดค้างอยู่ต่างประเทศจากวิกฤตตะวันออกกลาง และการที่รัฐบาลเร่งจัดเที่ยวบินพาณิชย์เพิ่มเติม ก่อนระดมกองทัพอากาศสิงคโปร์เพื่อนำประชาชนกลับบ้านเมื่อสถานการณ์อันตรายขึ้น 

เขายกเรื่องเล่าของชาวสิงคโปร์คนหนึ่งที่ได้ยินคำว่า “Welcome home” บนเครื่องบินอพยพของกองทัพอากาศ พร้อมอธิบายว่า “บ้าน” ไม่ใช่เพียงสถานที่บนแผนที่ แต่คืออัตลักษณ์ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และความมั่นใจว่า เมื่อเกิดปัญหา ประเทศของคุณจะมารับคุณกลับบ้าน 

สำหรับหว่อง คำว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” จึงไม่ใช่เพียงคำทักทาย แต่คือคำสัญญาของรัฐต่อประชาชนว่า ไม่ว่าชาวสิงคโปร์จะอยู่ที่ใดในโลก ประเทศจะดูแลคนของตนเอง และนี่คือคำสัญญาที่ควรถูกปกป้องจากรุ่นสู่รุ่น 

สุนทรพจน์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี แต่เป็นการวางกรอบความคิดใหม่ให้สิงคโปร์ในยุคที่โลกไม่แน่นอนกว่าเดิม: พลังงานอาจผันผวน งานอาจถูก AI เปลี่ยนรูป และภูมิรัฐศาสตร์อาจบีบประเทศเล็กให้ตัดสินใจยากขึ้น

แต่สารหลักที่หว่องย้ำคือ สิงคโปร์จะผ่านพายุเหล่านี้ได้ หากประชาชน รัฐบาล ภาคธุรกิจ และแรงงานยังรักษาความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพราะในสายตาของผู้นำสิงคโปร์ ความสามัคคีไม่ใช่คำปลอบใจทางการเมือง แต่คือระบบป้องกันภัยของประเทศเล็กที่ต้องอยู่รอดในโลกใหญ่

#ลอว์เรนซ์หว่อง #สิงคโปร์ #TheNewsroom