“สิริพงศ์” แจงแลนด์บริดจ์กลางสภา ย้ำเป็น “เวลาที่ใช่” รับมือวิกฤตเดินเรือโลก ลดเวลาขนส่งได้ถึง 5 วัน

“สิริพงศ์” แจงแลนด์บริดจ์กลางสภา ย้ำเป็น “เวลาที่ใช่” รับมือวิกฤตเดินเรือโลก ลดเวลาขนส่งได้ถึง 5 วัน

“สิริพงศ์” ตอบกระทู้สดแลนด์บริดจ์ ชี้โครงการไม่ใช่แค่เมกะโปรเจกต์คมนาคม แต่คือทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ท่ามกลางความแออัดช่องแคบมะละกา วิกฤตคลองสุเอซ ทะเลแดง และแรงสั่นสะเทือนภูมิรัฐศาสตร์โลก ย้ำรัฐบาลเดินหน้าอย่างรอบคอบ คุ้มค่า เปิดทาง PPP ไม่เป็นภาระงบประมาณ พร้อมให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และผลประโยชน์ประชาชนในพื้นที่

วันนี้ เวลา 11.30 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดย น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.จังหวัดภูเก็ต พรรคกล้าธรรม ตั้งคำถามถึงความชัดเจน ความคุ้มค่าการลงทุน ผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และทิศทางการผลักดันโครงการของรัฐบาล

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มาชี้แจงแทน ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของประเทศไทยในการรับมือกับข้อจำกัดของระบบเดินเรือโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายสิริพงศ์ชี้ว่า ปัจจุบันเส้นทางเดินเรือหลักของโลกกำลังเผชิญความเปราะบางหลายด้าน โดยเฉพาะ ช่องแคบมะละกา ซึ่งมีแนวโน้มแออัดมากขึ้น และคาดว่าในปี 2030 จะมีเรือผ่านเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 110,000 ลำต่อปี ขณะที่เหตุการณ์ในอดีตอย่างกรณีเรือเอเวอร์กรีนติดคลองสุเอซ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดง ทำให้เรือขนส่งสินค้าต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะเวลาเดินทางอีกหลายวัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โลกกำลังต้องการ “เส้นทางสำรอง” ที่ปลอดภัย รวดเร็ว และมีศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

นายสิริพงศ์ย้ำว่า นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยควรพิจารณาแลนด์บริดจ์ในฐานะ โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงโครงการคมนาคมทั่วไป เพราะหากสามารถเชื่อมการขนส่งจากอ่าวไทยสู่ทะเลอันดามันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดระยะเวลาการขนส่งจากการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาได้ถึงประมาณ 5 วัน

“วันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ในอดีตอาจมองว่าการเดินเรือต้องใช้เรืออย่างเดียว แต่แลนด์บริดจ์คือการใช้เทคโนโลยี Smart Port, AI และ Digitalization มาช่วยให้ระบบขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดเวลาการเดินทางได้ และทำให้ไทยมีบทบาทใหม่ในห่วงโซ่โลจิสติกส์โลก”

ในประเด็นความคุ้มค่าทางการเงิน นายสิริพงศ์ยอมรับว่า ในอดีตข้อมูลบางชุดของโครงการเคยสะท้อนตัวเลข FIRR ในระดับต่ำ แต่ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ได้ปรับปรุงข้อมูลและประเมินใหม่ภายใต้บริบทเทคโนโลยีและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป โดยพบว่าโครงการมีความน่าสนใจมากขึ้น และสามารถเดินหน้าในรูปแบบ PPP หรือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ

ขณะเดียวกัน นายสิริพงศ์ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้มองโครงการนี้เพียงด้านเศรษฐกิจมหภาค แต่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

เขาระบุว่า ทุกโครงการขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศย่อมมีข้อถกเถียง และรัฐบาลเข้าใจดีว่าแลนด์บริดจ์มีข้อกังวลทั้งเรื่อง EIA, EHIA และผลกระทบต่อพื้นที่ รัฐบาลจึงต้องดำเนินกระบวนการให้ครบถ้วน โปร่งใส และสร้างความเข้าใจกับประชาชน

นายสิริพงศ์ยังกล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือหรือระบบขนส่ง แต่คือการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้กับพื้นที่ภาคใต้ โดยรัฐบาลตั้งใจผลักดันให้แลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งใน New S-Curve ใหม่ของประเทศ

ในประเด็นความกังวลเรื่องต่างชาติถือครองพื้นที่หรือเข้ามาแย่งงานคนไทย นายสิริพงศ์ย้ำว่า การเปิดพื้นที่ลงทุนต้องอยู่ภายใต้การกำกับที่รอบคอบ มีการจัดสรรโอกาสให้ทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมีแนวคิดตั้งกองทุนจากผู้ได้รับสัมปทาน เพื่อสมทบใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ SEC

ส่วนข้อกังวลเรื่องสัมปทานและการเวนคืนที่ดิน นายสิริพงศ์ระบุว่า การดำเนินโครงการจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ พร้อมยืนยันว่าไทยมีจุดแข็งด้านการรักษาสมดุลและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันของขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจโลก

คำชี้แจงของนายสิริพงศ์ในวันนี้จึงสะท้อนจุดยืนของกระทรวงคมนาคมว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยใหม่ในระบบโลจิสติกส์โลก ท่ามกลางยุคที่เส้นทางเดินเรือเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัด และประเทศต่าง ๆ ต้องมองหาเส้นทางสำรองที่มั่นคงกว่าเดิม

ในมุมของรัฐบาล โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็น “เวลาที่ใช่” เพราะโลกกำลังเปลี่ยน เส้นทางการค้ากำลังเปลี่ยน และเทคโนโลยีกำลังเปิดโอกาสให้ไทยสามารถยกระดับจากประเทศทางผ่าน ไปสู่ศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม

แลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “คุ้มค่าหรือไม่” ในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ประเทศไทยจะใช้จังหวะการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งนี้ สร้างบทบาทใหม่ให้ตัวเองได้มากเพียงใด

#สิริพงศ์อังคสกุลเกียรติ #รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม #แลนด์บริดจ์