
ฐาปนีย์ ผู้ว่า ททท. พาแบรนด์ไทยทะยาน สงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาลแต่คือพลังเศรษฐกิจ
ถ้าจะมีช่วงเวลาไหนที่ “ภาพของประเทศ” ชัดกว่าคำโฆษณา ก็คงเป็นช่วงสงกรานต์ 2569 นี้เอง
สามวันระหว่าง 14–16 เมษายน ไม่ได้เป็นแค่เทศกาลเล่นน้ำ แต่กลายเป็น “เวทีพิสูจน์” ว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่โลกอยากมาเยือนจริง ๆ และที่สำคัญกว่านั้น คือสามารถ “แปลงความคึกคักให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตัวเลขรายได้กว่า 30,350 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ ในรายงาน แต่มันคือคำตอบที่ชัดเจนว่า การทำงานของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างบรรยากาศ แต่กำลังขับเคลื่อน “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่จับต้องได้จริง
และในจุดนี้เอง บทบาทของ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ในฐานะผู้ว่าฯ ททท. ก็เริ่มถูกยกระดับจาก “ผู้บริหารงานอีเวนต์” ไปสู่ “ผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” อย่างชัดเจน
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ “คนมาเยอะ” แต่คือ “ประเทศไทยถูกเล่าใหม่”
จาก “เทศกาลท้องถิ่น” → “Global Festival Destination”
จาก “วัฒนธรรม” → “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ”
จาก “ความสนุก” → “Soft Power ที่มีมูลค่า”
งาน Maha Songkran World Water Festival 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงอีเวนต์ แต่เป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วย reposition ประเทศไทยในสายตาโลก
นี่คือจุดที่ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ททท. ภายใต้การนำของผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ “อ่านเกมขาด”
เพราะในโลกที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้นทุกวัน การจะชนะไม่ได้อยู่ที่ใครมีทะเลสวยกว่า หรืออาหารอร่อยกว่าเพียงอย่างเดียว แต่คือใคร “สร้างเหตุผลให้คนอยากเดินทาง” ได้มากกว่า
และสงกรานต์ 2569 ก็คือคำตอบนั้น
ประเทศไทยไม่ได้รอให้นักท่องเที่ยวกลับมา
แต่ “สร้างเหตุผลให้เขาต้องมา”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความสำเร็จ คือ “วิธีที่ความสำเร็จถูกบริหาร”
เพราะในขณะที่หลายประเทศยังพยายามฟื้น demand ประเทศไทยกำลังขยับไปสู่การบริหาร “quality ของ experience”
คำถามของโลกวันนี้ไม่ใช่แค่ “ที่นี่สนุกไหม” แต่คือ “ที่นี่จัดการได้ดีแค่ไหน”
และต้องยอมรับว่า ภาพรวมของสงกรานต์ปีนี้สะท้อนว่า ไทย “สอบผ่าน” ในระดับหนึ่ง ทั้งในมิติของการดึงดูด การกระจายกิจกรรม และการสร้าง momentum ทางเศรษฐกิจ
แน่นอนว่า ทุกความสำเร็จย่อมมี “แรงเสียดทาน”
เรื่องความแออัด การจัดการพื้นที่ หรือ perception เรื่อง “ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง” เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในเทศกาลระดับโลก
แต่ในมุมของการบริหารเชิงนโยบาย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณของปัญหา
กลับเป็น “สัญญาณของการเติบโต”
เพราะประเทศที่ไม่มีคนไปเยอะ ย่อมไม่มีปัญหาเรื่อง crowd
ประเทศที่ไม่มี demand ย่อมไม่ต้องพูดถึง capacity
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า ประเทศไทยกำลัง “ขยับเข้าสู่ระดับใหม่ของการท่องเที่ยว”
ระดับที่โจทย์ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมา” แต่คือ “บริหารคนที่มาแล้วให้ดีพอ”
และตรงนี้เองที่ทำให้บทบาทของ ททท. ภายใต้ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ “น่าจับตาเป็นพิเศษ”
เพราะเธอไม่ได้สื่อสารแค่ความสำเร็จ
แต่เริ่มวาง narrative ของ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”
ไม่ยึดติดกับตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึงรายได้ต่อหัว ระยะเวลาพำนัก และการกระจายตัวสู่เมืองรอง
นี่คือการเปลี่ยน KPI ของประเทศ
จาก “volume” → “value”
และนี่คือสิ่งที่ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำของโลกกำลังทำ
ดังนั้น หากจะมองให้ลึกกว่าภาพข่าวรายวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่แค่ “เทศกาลที่ประสบความสำเร็จ” แต่มันคือ “จุดตั้งต้นของการยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย”
จาก Festival Power ไปสู่ Festival Management Capability
จากการ “มีของดี” ไปสู่การ “บริหารของดีให้เป็นระบบ”
และจาก “ประเทศที่คนอยากมาเที่ยว” ไปสู่ “ประเทศที่โลกเชื่อมั่น”
ในเกมนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำลังทำหน้าที่มากกว่า agency ด้านการตลาด
แต่กำลังเป็น “ผู้ออกแบบภาพอนาคตของประเทศ”
และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ก็กำลังถูกวางบทบาทใหม่ ไม่ใช่แค่ผู้ว่าฯ ที่บริหารงานได้ดี
แต่คือ “ผู้นำที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในระดับยุทธศาสตร์”
คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่ “สงกรานต์ปีนี้สำเร็จหรือไม่” แต่คือ “เราจะใช้ความสำเร็จนี้ต่อยอดไปไกลแค่ไหน”
เพราะในโลกที่ทุกประเทศจัดอีเวนต์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศจะ “เปลี่ยนอีเวนต์ให้เป็นความเชื่อมั่นระยะยาวได้”
และจากสิ่งที่เห็นในวันนี้ ประเทศไทย…กำลังเดินไปในทิศทางนั้น อย่างมั่นคงและมีชั้นเชิง
นักวิชาการอิสระ
ดร.ณิชาภา อภิญญานนท์
#สงกรานต์2569 #AmazingThailand #ททท #SoftPowerไทย #FestivalEconomy #TheNewsroom
