
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะทรงพลังสูงสุดเมื่อถูกใช้ในจังหวะที่เหมาะสม และกรณีของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วงปลายปี 2568 ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการใช้นโยบายการคลังที่ตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุด โดยไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ผ่านการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง LINE MAN
ข้อมูลจาก LINE MAN ระบุว่า ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเติบโตเฉลี่ย 4.2 เท่า ขณะที่ร้านขนาดเล็กซึ่งเดิมมีรายได้ไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 5.9 เท่า ที่สำคัญ การเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่กระจายสู่จังหวัดต่างจังหวัด เช่น จันทบุรี หนองบัวลำภู และอุตรดิตถ์ ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 8–9 เท่า สะท้อนบทบาทของโครงการในการกระจายรายได้และผลักดันร้านค้ารายย่อยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
แรงกระเพื่อมดังกล่าวยังส่งผลต่อแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15–25% ต่อวัน ภายใน 3 สัปดาห์แรกของโครงการ พบออเดอร์บน LINE MAN มากกว่า 8 ล้านรายการ การกระจายออเดอร์สู่ร้านอาหารในชุมชนช่วยให้ไรเดอร์รับงานระยะใกล้ได้มากขึ้น ลดต้นทุนเวลาและค่าน้ำมัน
ในฝั่งผู้บริโภค พฤติกรรมการสั่งซื้อเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มูลค่าต่อบิลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% สะท้อนความมั่นใจในการใช้จ่าย เมนูยอดนิยมยังคงเป็นอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว และเครื่องดื่มหรือคาเฟ่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการช่วยเหลือสตรีทฟู้ดและร้านชุมชนโดยตรง
ความสำเร็จของโครงการยังเชื่อมโยงกับบทบาทของแพลตฟอร์มตัวกลาง โดย LINE MAN ปรับลดค่า GP เหลือ 7–9% สำหรับร้านที่เข้าร่วม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งกำไรให้ร้านรายย่อย พร้อมทำการตลาดเชิงรุกจนเกิดยอดขายรวมเกือบ 250 ล้านบาทในช่วงเริ่มต้น มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 40,000 ร้าน หรือราว 60% ของร้านที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด
ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยสามารถพ้นจากภาวะชะลอตัวได้ หลังจากเดิมคาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 0.3% แต่ตัวเลขล่าสุดขยายตัวถึง 1.8% หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 300,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
#เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #คนละครึ่งพลัส #LINE_MAN #กระทรวงการคลัง #TheNewsroom
