ภูมิใจไทย ไปต่อ

ภูมิใจไทย ไปต่อ

เมื่อเข็มนาฬิกาทางการเมืองเดินมาถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้องจับตา กกต. เพื่อรอประกาศ Timeline เลือกตั้งใหม่ สิ่งที่ประชาชนตั้งคำถามไม่ใช่ “จะเลือกวันไหน” แต่คือ “ประเทศควรไปต่อกับใคร” หลังความปั่นป่วนในสภากำลังถูกรีเซต และอำนาจกลับสู่มือประชาชนอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

คำตอบที่ดังขึ้นอย่างมั่นคงในหลายพื้นที่ ทั้งสื่อ กระดานสนทนา และเสียงริมทางการเมือง คือพรรคที่ยืนงานหนักที่สุดในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ภูมิใจไทยควรได้ไปต่อ และควรได้เป็นแกนนำรัฐบาลหน้า

เหตุผลไม่ใช่เรื่องสีสันหรือกระแส แต่เป็นเหตุผลที่จับต้องได้จากการทำงานจริงของพรรคที่พยายามรักษาเสถียรภาพประเทศในช่วงที่คนอื่นเลือกเผาเวทีทิ้งเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ในช่วงเวลาที่พรรคบางพรรคกำลังเล่นเกมกดดันเพื่อต่อรอง ภูมิใจไทยกลับเป็นพรรคที่แบกทั้งความมั่นคง ชายแดน วิกฤตน้ำท่วม และการบ้านทางเศรษฐกิจโดยไม่ส่งลูกไปให้ใคร ไม่ผลักภาระให้โครงสร้างรัฐต้องรับแทน และไม่วิ่งหาเวทีสร้างดราม่าให้ประเทศสะเทือนโดยไม่จำเป็น นี่คือพฤติกรรมของพรรคที่ “จับงานรัฐ” เป็น ไม่ใช่พรรคที่ถนัดแต่จับไมค์ด่ารัฐ

และเมื่อย้อนกลับไปมองช่วงเดือนที่ผ่านมา ประเทศอยู่ในสภาวะที่ต้องการ “รัฐบาลที่ทำงานได้ทันที” ไม่ใช่ “รัฐบาลที่ต้องเรียนงานใหม่อีกรอบ” เราอยู่ในสถานการณ์ที่ชายแดนไทย–กัมพูชาตึงเครียดที่สุดในรอบหลายปี กองทัพต้องใช้ความแม่นยำสูงในการคุมสถานการณ์ ผู้ว่าฯ หลายจังหวัดแบกภาระมหาอุทกภัย ทรัพยากรต้องหมุนอย่างเร่งด่วน เศรษฐกิจต้องมีมือประคองที่ไม่สั่น และไทยกำลังตั้งโต๊ะเจรจาการค้าหลักกับหลายประเทศ ซึ่งต้องการรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องทางนโยบาย ไม่ใช่รัฐบาลที่ต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยอารมณ์หรืออุดมคติที่ยังไม่ได้ถูกทดสอบกับโลกจริง

นี่คือจุดที่ภูมิใจไทยโดดเด่นกว่าหลายพรรคเพราะนี่คือพรรคที่ “ถูกทดสอบแล้ว” ในสนามที่ยากที่สุด และยังยืนอยู่ได้ ไม่เผลอเล่นการเมืองแบบเด็กหัวแข็งที่คิดว่าประเทศคือเวทีทดลองอารมณ์ตัวเอง การตัดสินใจยุบสภาของนายกฯ อนุทินเมื่อวาน คือภาพสะท้อนชัดเจนว่าพรรคนี้ให้ความสำคัญกับประเทศมากกว่าเก้าอี้ ไม่กลัวที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แม้อำนาจจะไม่เต็มมือ เพราะเป้าหมายสำคัญกว่าคือการรักษาเสถียรภาพและเปิดทางให้ประชาชนตัดสินใหม่ตามกติกา นี่คือคุณสมบัติที่พรรคการเมืองสมัยใหม่ควรมีวุฒิภาวะเหนืออารมณ์ และความรับผิดชอบเหนือความสะใจ

เมื่อมองในเชิงโครงสร้างการเมือง ความเป็นไปได้ในการตั้งรัฐบาลใหม่ก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น หากไทยต้องการรัฐบาลที่ไม่แกว่ง ไม่พูดเอามันส์ ไม่สร้างศึกในสภารอบใหม่ และไม่ดึงประเทศเข้าสู่ความระส่ำเพราะ “ใครอยากโชว์พลัง” พรรคภูมิใจไทยคือศูนย์กลางที่หลายพรรคสามารถร่วมงานด้วยทั้งเพราะความเป็นกลางทางอุดมการณ์ และเพราะมีผลงานจริงจากการบริหารหลายกระทรวงเชิงโครงสร้าง เช่น สาธารณสุข คมนาคม มหาดไทย รวมถึงบทบาทการเมืองกลางที่ไม่สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น

พรรคภูมิใจไทยคือพรรคที่ “ต่อรองได้ แต่ไม่ทำลายระบบ” เป็นพรรคที่ “เดินได้ทุกพื้นที่” โดยไม่แบ่งสีทางสังคมให้แตกแยก นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของพรรคแกนนำรัฐบาลในยุคหลังความขัดแย้งยืดเยื้อหลายปีของไทย

เมื่อประกอบทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ทั้งเสถียรภาพ การบริหารจริง ความพร้อมของบุคลากร ความสามารถทำงานร่วมกับทุกขั้ว และความรับผิดชอบในยามวิกฤต

คำตอบจึงไม่ใช่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นตรรกะที่แข็งแรงว่ารัฐบาลหน้าควรมี “ภูมิใจไทย” เป็นศูนย์กลาง และ “อนุทิน” เป็นผู้นำเจรจาจัดตั้งรัฐบาล เพื่อประสานไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องการความนิ่งมากกว่าความดัง ต้องการการทำงานมากกว่าการสร้างเวที และต้องการผู้นำที่เข้าใจชีวิตจริงมากกว่าความฝันในห้องประชุม

เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกคนที่เสียงดังที่สุด แต่คือการเลือกคนที่ทำให้ประเทศ “ไปต่อ” ได้จริง

และครั้งนี้ คำตอบของประชาชนกำลังชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า พรรคที่ควรได้ไปต่อในรัฐบาลหน้า มีชื่อว่า ภูมิใจไทย

#ภูมิใจไทย #อนุทินชาญวีรกูล #การเมืองไทย #ยุบสภา #รัฐบาลหน้า #TheNewsroom